เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 3-4 อำเภอ ทวีความรุนแรงและขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก แม้ที่ผ่านมาทางสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช จะพยายามขับเคลื่อนผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับดำเนินการไม่จริงจัง และพยายามในการปกปิด หมกเม็ดปัญหาที่แท้จริง ส่งผลให้การแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ล่าสุดนายสมพิศ บุษบก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้จับกุ้งในบ่อที่เลี้ยงมาจนครบกำหนด โดยปล่อยลูกกุ้ง 450,000 ตัว แต่ได้กุ้งแค่ 4 ตัน จากปกติที่ได้ 7-8 ตัน และต้องตกตะลึงเข่าทรุด เนื่องจากในบ่อมีปลาหมอคางดำเต็มไปหมด จับได้มากถึง 2.5 ตัน ทำให้ขาดทุนย่อยยับเพราะการเลี้ยงกุ้ง เฉพาะอาหารก็ 7-8 ตัน ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยสรุปในส่วนที่ควรจะเป็นกำไรของเกษตรกรได้ปลาหมอคางดำมาแทน

นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำ ทั้งชมรมกุ้งสงขลานครศรี ฯและเกษตรกรทั่วไปได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือมายังสภาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และสถาการณ์การแพร่ระบาดจากเดิมอยู่ในพื้นที่หลายตำบลปากพนังฝั่งตะวันออกไปจนถึงเขต อ.หัวไทร แต่ทางกรมประมงไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จนในปัจจุบันปลาหมอคางดำแพร่ระบาดไปในเขตพื้นที่ปากพนังฝั่งตะวันตกแล้ว ที่สำคัญรุกเข้าไปในแม่น้ำปากพนังจนถึงปากอ่าวปากพนัง ทะเลอ่าวไทยเรียบร้อยแล้ว

กระทั่งเมื่อวันที่ 18 กันยายน ได้นำปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เข้าประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมติสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราข เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ช่วยเหลือลงมาดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง และให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขอรับเงินชดเชยเยียวยาจากรัฐบาลได้