เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานและธนาคารโลกยุติการยื้อเวลา เร่งรับรองสิทธิและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลอย่างเป็นธรรมและเร่งด่วนที่สุด โดยระบุตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 36 ปี มีผู้ได้รับผลกระทบที่เสียชีวิตไปก่อนจะได้เห็นความเป็นธรรม มีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถฝ่ากระบวนการราชการอันซับซ้อน มีประชาชนที่หมดแรงจากกระบวนการพิสูจน์สิทธิและการรอคอยที่ยืดเยื้อ และยังมีชุมชนท้ายน้ำที่เผชิญความเสียหายของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง แต่อาจไม่อยู่ภายใต้เกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพประมงที่รัฐกำหนด

การรอคอย 36 ปีต้องไม่กลายเป็นเหตุให้คนที่รอไม่ไหว ถูกทำให้หายไปจากความยุติธรรม รัฐไทยต้องยุติการยื้อเวลา

ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่ง การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล วันที่ 21 ก.ย. 2569 ต้องนำไปสู่การตัดสินใจที่ชัดเจน พร้อมกรอบเวลาดำเนินการที่ตรวจสอบได้ สิทธิที่ได้รับการรับรองแล้วต้องนำไปสู่การเยียวยาอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่ใช่การรอคอยรอบใหม่ สอง กระบวนการแก้ไขปัญหาต้องยึดประชาชนเจ้าของปัญหาเป็นศูนย์กลาง รับรองการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง เจ้าของปัญหาต้องมีสิทธิกำหนดผู้แทนและมีอำนาจร่วมกำหนดทางออก ไม่มีผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใดควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ

สาม รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองแล้ว พร้อมเปิดกระบวนการที่เป็นธรรมสำหรับผู้ได้รับผลกระทบที่ตกหล่น รวมถึงครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก่อนเห็นความเป็นธรรม ผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่สามารถผ่านกระบวนการราชการอันยืดเยื้อ และชุมชนท้ายน้ำที่ยังเผชิญผลกระทบจากความเสียหายของระบบนิเวศ การเยียวยาต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ไม่ยุติธรรมจนทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงถูกทำให้มองไม่เห็น สี่ ความรับผิดชอบของรัฐต้องไปไกลกว่าค่าชดเชย ต้องรวมถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิต ฐานทรัพยากร และระบบนิเวศแม่น้ำมูล ตลอดจนพิจารณาข้อเสนอเรื่องการเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดปีอย่างจริงจัง บนฐานของงานศึกษา องค์ความรู้ของชุมชน และสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำ

ก่อนกลับมาพูดถึงอนาคต ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบต่ออดีตที่ยังไม่จบ เขื่อนปากมูลไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐไทยโดยลำพัง ธนาคารโลกเป็นผู้ให้เงินกู้แก่โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยซึ่งมีเขื่อนปากมูลเป็นส่วนหนึ่ง และมีบทบาทในการประเมิน อนุมัติ และติดตามโครงการ วันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะกลับมาจัดการประชุมประจำปีที่ กทม. เพื่อพูดถึงการลงทุน การสร้างงาน การเติบโต และอนาคตของการพัฒนา

แต่ก่อนที่ธนาคารโลกจะกลับมาประเทศไทยเพื่อพูดถึงอนาคต ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบต่อผลของการพัฒนาที่ตนมีส่วนสนับสนุนในอดีต และที่ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตของประชาชนจนถึงปัจจุบัน  ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องว่า ก่อนการประชุมประจำปีเดือน ต.ค. 2569 ธนาคารโลกต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเขื่อนปากมูลอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่ง ธนาคารโลกต้องยอมรับความรับผิดชอบต่อบทบาทของตนในโครงการเขื่อนปากมูลอย่างเป็นทางการ ทั้งในฐานะผู้ให้เงินกู้และสถาบันที่มีส่วนในการประเมิน อนุมัติ และติดตามโครงการ การปิดเงินกู้ไม่อาจหมายถึงการปัดความรับผิดชอบ ในขณะที่ผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศยังไม่ได้รับการแก้ไข

สอง ธนาคารโลกต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือทบทวนบทเรียน แต่ต้องร่วมกับรัฐบาลไทยจัดให้มีกลไกและทรัพยากรสำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูฐานชีวิต และการฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำมูล โดยผู้หญิงและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องมีอำนาจร่วมกำหนดรูปแบบและมาตรการเยียวยา

สาม ความรับผิดชอบต้องไม่ทิ้งคนที่ตกหล่นจากระบบ ต้องครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองแล้ว และมีกระบวนการให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก่อนเห็นการเยียวยา ผู้สูงอายุ ผู้ที่ถูกกระบวนการอันยืดเยื้อทำให้ไม่สามารถเดินเรื่องต่อ และชุมชนท้ายน้ำที่ยังเผชิญความเสียหายของระบบนิเวศ

สี่ ธนาคารโลกต้องเปิดเผยต่อสาธารณะว่าบทเรียนจากปากมูลได้เปลี่ยนนโยบาย มาตรฐานความรับผิดชอบ และวิธีการให้เงินทุนของธนาคารโลกอย่างไร และต้องแสดงให้เห็นว่าการลงทุนและโครงการพัฒนาใหม่ ๆ จะไม่ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียแม่น้ำ ที่ดิน ทรัพยากร และฐานชีวิต แล้วถูกทิ้งให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอีกหลายสิบปี