กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์และคนให้ความสนใจ หลังผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามในคำสั่งเปิดเผยข้อมูลกรุงเทพมหานครเพื่อการเข้าถึงโดยระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นการกำหนดให้ทุกหน่วยงานของ กทม. ต้องเปิดเผยข้อมูลสาธารณะต่อประชาชน ยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” หรือ Open by Default ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือน ส.ค. 69

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เคยลงนามในคำสั่งที่ 1564/2564 เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลกรุงเทพมหานครเพื่อการเข้าถึงโดยระบบดิจิทัล ลงวันที่ 7 ก.ค. 65 มาแล้ว 1 ฉบับ ซึ่งเป็นช่วงแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง เน้นเป็นการเปิดเผยชุดข้อมูลพื้นฐานให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเปิดภาครัฐ กำหนดให้จัดทำภายใน 180 วัน และรายงานผลตัวชี้วัดทุก 90 วัน เสนอต่อคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ

แล้วในคำสั่งฉบับนี้ประชาชนจะสามารถเห็นข้อมูลใดได้บ้าง “ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” พูดคุยกับ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินการในคำสั่งฉบับนี้รวมถึงความแตกต่างจากของเดิม โดยรองผู้ว่าฯ ศานนท์ ระบุว่า ในปี 65 เป็นการเปิดเผยข้อมูลโดยเน้นเรื่องของ High value datasets หรือเรียกว่า ชุดข้อมูลเปิดภาครัฐที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งหน่วยงานรัฐจะเป็นผู้ประเมินข้อมูลเองว่า ข้อมูลชุดใดเป็น High value datasets แล้วควรเปิดให้ประชาชนเข้าดู ซึ่งจะอิงจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA แต่ในคำสั่งฉบับบนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การเปิดเผยข้อมูลควรจะเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้เลย แต่ยกเว้นแค่เพียงบางข้อมูล เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น

“เรียกว่าแบบกลับกันคือ ที่ผ่านมาจะเปิดข้อมูลใดต้องนำเข้าคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐแล้วค่อยเปิด แต่ปัจจุบันหน่วยงานสามารถเปิดเผยข้อมูลไปก่อนได้เลยเป็นแบบ By Default  ส่วนข้อมูลไหนที่จะปิดให้นำเข้าสู่คณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐเป็นผู้พิจารณา” 

ซึ่งคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ จะมีองค์ประกอบของสำนักทุกสำนักใน กทม. ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรมหาชนทั้ง DGA สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)หรือ ACT และตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญที่ทำเรื่องกฎหมายที่ PDPA ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ทุกหน่วยงานใน กทม. เข้าใจและปฏิบัติตรงกัน ทั้งนี้ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถแชร์ และเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งเป็นการแชร์ข้อมูลข้ามหน่วยงาน ทำให้ก่อนหน้านี้ พบว่าในหลายข้อมูล กทม. จะต้องมีการเซ็น MOU กับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ก่อน เช่น จาก กทม. กับหน่วยงานรัฐอื่นๆ แต่จากตัวกฎหมายใหม่นี้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเซ็นแล้ว ข้อกฎหมายบังคับใช้ให้หน่วยงานกับหน่วยงาน สามารถแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้

รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ระบุว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วได้ทำเว็บไซต์ data.bangkok.go.th เรียกว่าชุดข้อมูลเปิดกรุงเทพมหานครจากหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ที่รัฐพิจารณาว่าควรเปิดข้อมูลใดบ้าง ส่วนครั้งนี้ประชาชนสามารถเข้าดูข้อมูลได้ผ่าน https://egp2.bangkok.go.th  โดยข้อมูลที่เปิดจะเป็นข้อมูลของหน่วยงานในสังกัด กทม. ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานทั่วๆไปแบบเชิงลึก เช่น จำนวนประชากร จำนวนโรงเรียน จำนวนนักเรียน สถานบริการ ข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น ถ้าเชิงวิจัยก็จะได้ข้อมูลที่เป็นเชิงลึกมากขึ้น ถ้าในเชิงอยากจะวิเคราะห์เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะมี Data Information จากเว็บนี้ และหากข้อมูลชุดใดเป็นที่สนใจถูกเปิดดูเยอะ จะต้องมีการอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ สำหรับข้อมูลของโครงการการจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ ซึ่งจะต้องไปเชื่อมข้อมูลกับกรมบัญชีกลาง เพราะระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐทั้งประเทศจะอยู่ที่กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นจึงอยู่นอกขอบเขตของหน่วยงาน กทม. 

“4 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง เราทำระบบหนึ่งที่เรียกว่า Open Contract โดยสามารถดึงข้อมูลได้คราวละ 100 ข้อมูล ทั้งนี้อยู่ระหว่างประสานเตรียมพูดคุยกับกรมบัญชีกลาง จะขอเป็นข้อมูลแบบ Real time เช่น วันนี้หน่วยงานไหนจัดซื้อจัดจ้างเรื่องอะไรสามารถดูได้ทันทีก็จะเป็นความก้าวหน้าต่อไป แต่ถ้าอยู่ในสำนักงบประมาณ กทม. เราก็เปิด แต่เมื่อใดที่เป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีอีกเรื่องที่จะเปิดเร็วๆ นี้ก็คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคาดว่าจะทำให้เสร็จภายในปีนี้” 

ส่วนแนวทางการวัดผลว่าการเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ มีผู้สนใจมากน้อยเพียงใด รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ระบุว่า บนเว็บไซต์จะมีช่องให้ประชาชนสามารถขอข้อมูล Datasets ต่างๆ ได้ วิธีการวัดผลก็คือประชาชนต้องร้องขอข้อมูลน้อยลง เพราะมีข้อมูลเปิดให้ในเว็บเพียงพอแล้ว ตอนนี้มีประมาณ 100 กว่าคำขอ ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ได้เนื่องจากอยู่นอกเหนือหน่วยงานของ กทม. รวมถึงต้องมีการทดสอบข้อมูลในส่วนที่เปิดให้ด้วยว่า เป็นข้อมูลที่ใช้ได้และมีประโยชน์หรือไม่ เรียกว่า Testability คือทดสอบว่าข้อมูลนี้เอาไปใช้ได้หรือไม่ อีกหนึ่งแนวทางการวัดผลคือ การวัดจากยอดดาวน์โหลดของชุดข้อมูลต่างๆ ถ้าชุดข้อมูลไหนมีปริมาณยอดวิวหรือยอดดาวน์โหลดเยอะ แสดงว่าชุดนั้นต้องอัปเดตบ่อยๆ ส่วนอันไหนที่มีคนขอก็ต้องเอามาเพิ่มเติมไว้ 

“เมื่อมีข่าวออกไปว่า กทม. เปิดเผยข้อมูลแบบ Open by Default พบว่าประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งจึง เหมือนภาพสะท้อนว่า ในอดีตรัฐปิดมาก ความจริงคำสั่งชุดนี้เป็นหนึ่งในนโยบายที่หาเสียง216 ข้อ ซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็เน้นเรื่องความโปร่งใส เรื่องคอร์รัปชัน รวมถึงได้คุยกับคำแนะนำจากนักวิชาการต่างๆ ว่าถ้าเปิดเผยข้อมูลได้ดี ก็จะลดเรื่องของการคอร์รัปชัน ลดเรื่องของการไม่โปร่งใส ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่กับกรมบัญชีกลาง อะไรที่ กทม. เปิดได้บ้างก็ต้องเปิดให้หมด และยังเป็น ความตั้งใจตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งเราก็เปิดแบบที่เราเป็นผู้ประเมินเองตามหลักเกณฑ์ของรัฐ แต่ครั้งนี้มันเป็นการเปิดมากกว่าเดิม เป็นความก้าวหน้าที่ประชาชนอยากจะรู้มากๆ ก็คิดว่าคงจะต้องพัฒนาต่อไป เชื่อว่าก็มีคนที่อยากจะได้ข้อมูลตลอดอยู่แล้ว ถ้ายิ่งมีประชาชนดูเท่าไหร่ ตนคิดว่ารัฐก็คงจะต้องทำงานหนักเหมือนมีคนมาคอยจับตาดู และคงไม่กล้าทำอะไรที่ดูไม่โปร่งใส เชื่อว่ายิ่งเปิด ก็ยิ่งดี ยิ่งทำงานได้โปร่งใส”.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน