จากกรณีที่คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวนพบว่านายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องดังกล่าว ว่ามีกลุ่มบุคคลใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินีหรือไม่ จึงได้มีการออกหมายเรียก 3 ครั้ง แก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ต่อมานายสมชาติ ส่งเอกสารขอเลื่อน โดยแจ้งว่าติดปฏิบัติหน้าที่ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ทำให้ไม่ได้เข้าพบพนักงานสืบสวน ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ย. คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะล่าสุดของการประสานนัดหมายเข้าให้ปากคำในฐานะพยานของนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน หลังจากเลื่อนหมายเรียกมาแล้ว 3 ครั้ง
โดยล่าสุดนายสมชาติ ได้ประสานมายังคณะพนักงานสืบสวนว่าประสงค์เข้าให้ข้อมูลชี้แจงในฐานะพยาน ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 69 โดยทางคณะพนักงานสืบสวนได้มีการตั้งประเด็นเตรียมสอบถามข้อมูลกับทางนายสมชาติ ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกี่ยวกับลักษณะการประกอบธุรกิจ วัตถุประสงค์ของการประกอบธุรกิจ การดำเนินธุรกิจมีหน้าที่ภายในสำนักงานอย่างไรบ้าง รวมถึงการเปิดสำนักงานกฎหมาย (หรือที่ทำการพรรคของนายสมชาติ) และมีการใช้แหล่งเงินทุนจากที่ใดบ้าง เป็นต้น
เนื่องด้วยพบว่านายสมชาติ มีชื่อเป็นกรรมการบริหารด้วยตัวเอง ซึ่งพนักงานสืบสวนจะรับฟังคำชี้แจงทุกประเด็น เพราะต้องย้ำว่าปัจจุบันคดีสืบสวนในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นการมุ่งเน้นดำเนินคดีใคร แต่ต้องตรวจสอบทั้งจากคำให้การของพยานหลายปาก พยานหลักฐาน พยานเอกสาร เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์ใดของบุคคลใดเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อจะได้รวบรวมรายละเอียดเสนอขออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษต่อไป
ทั้งนี้ระหว่างก่อนหน้าที่นายสมชาติ จะเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน ทางพนักงานสอบสวนก็ได้มีการสอบปากคำพยานบุคคลอื่นไว้หลายรายแล้ว ก็จะได้มาดูประกอบกันในส่วนของคำชี้แจงว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ หรือมีความสอดคล้องกันในส่วนของพยานเอกสารหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คณะพนักงานสืบสวนเชื่อว่าในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 69 นายสมชาติ คงไม่แจ้งเลื่อนการเข้าพบพนักงานสืบสวนแล้ว เพราะจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เจ้าตัวประสงค์อยากจะชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนมากกว่า
เลื่อนครั้งที่ 3! “สส.สมชาติ” พรรคประชาชน เลื่อนแจง DSI คดีนอมินีอสังหาฯ ภูเก็ต อ้างติดภารกิจ
คณะพนักงานสืบสวน เผยอีกว่า สำหรับการสอบปากคำพยานนายสมชาติ นั้น นายสมชาติ จะต้องมาชี้แจงกับพนักงานสืบสวน โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องในเรื่องของการถูกระบุว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ซึ่งนายสมชาติจะต้องนำเอาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โครงสร้างบอร์ดผู้บริหาร หน้าที่การทำงานภายในบริษัท และรายการเดินบัญชีทางการเงิน เพื่อชี้แจงได้ว่าเส้นทางการเงินที่รับโอนไปนั้น มาจากการทำธุรกรรมในเรื่องใด และยิ่งโดยเฉพาะในกรณีของแหล่งที่มาของเงินทุนในการใช้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ห้องชุดร่วมกับคนต่างชาติ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินจากแหล่งทุนใดมาใช้ในการหมุนเวียนทำธุรกิจ และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี เพื่อไปถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติอย่างไรบ้าง
โดยจะต้องมีหลักฐานการประกอบกิจการ การทำงาน ผลประกอบการต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยาน จะไม่ได้เป็นการสรุปทันทีว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดในคดีตามที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของดีเอสไอว่าในคดีดังกล่าวมีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไรบ้างในการบริหารกิจการธุรกิจการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และห้องชุด เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่ดีเอสไอ โดยกองคดีความมั่นคง ออกหมายเรียกนายสมชาติ มาสอบสวนปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยระบุถึงพฤติการณ์ของนายสมชาติ ว่ามีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ซึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ
อย่างไรก็ดี รายงานข้อมูล ยังระบุด้วยว่า นายสมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ จึงกลายเป็นข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของเงินทุนเกี่ยวโยงกับนิติบุคคลไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว แม้ยังไม่เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่อาจเข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินี เพราะกฎหมายที่ดินไม่ได้ดูที่การประกอบธุรกิจ แต่มุ่งดูที่เจตนาการถือครองที่ดินมากกว่า.



