นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางไปสหรัฐ เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA 81 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้จัดกิจกรรมคู่ขนาน โรดโชว์ (Roadshow) ร่วมกับภาคเอกชน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่น (trust) เพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุนไทย ที่ในปีนี้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น
ส่วนหนึ่งผลจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล เอไอ รวมทั้ง ยอดตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน และล่าสุดบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 บริษัทใหญ่ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) กลายเป็นปีทองของตลาดทุนไทย ซึ่งเมื่อบริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น มีการขยายกิจกรรมเศรษฐกิจ สู่การลงทุนในอุตสาหกรรมจริง (real sector) ภาคการผลิต จะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการจ้างงานในประเทศด้วย
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีอนุทิน เยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ จากที่ปีนี้มีสัญญาณสะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย
“ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ หลังจากที่เรารอคอยมานาน และที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ
ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเรา นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน ที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก โดยดัชนี SET Index ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นเพียงประมาณ 10-12% เท่านั้น”
นายไพบูลย์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน มีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มสูง แสดงถึงความเชื่อมั่น ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ได้มากขึ้น
ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี ที่กรุงโตเกียวได้มีโอกาสหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากให้ความสนใจและมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) และได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุนเพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท
ถือเป็นเรื่องที่ดีสะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โอกาสนี้จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่เราจะสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน
นอกจากนี้ SET ยังเตรียมนำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี 2.การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ 3.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ
“เป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารและสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย การที่มีเงินลงทุนเข้ามาทำให้ทุกครั้งที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม” นายอัสสเดช กล่าว



