เหตุการณ์นี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้างนั้น คงต้องทยอยลิสต์ข้อมูลออกมา แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงปัญหาคงเป็นเรื่อง “การสื่อสารข้อมูล” กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ห่างจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือน หลายคนสงสัยและถามถึงการทำงานของภาครัฐทั้งที่เหตุการณ์น้ำท่วมนี้เกิดขึ้นหลายครั้งและในหลายพื้นที่ ถอดบทเรียนกันมากมาย แต่ทำไมทุกครั้งจึงเหตุซ้ำเดิม แค่เปลี่ยนพื้นที่ไป
จากบทเรียนใหญ่น้ำท่วมฉับพลันที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ครั้งนั้นจะเห็นได้ว่าฝนตกติดต่อกันหลายวันและมีปริมาณฝนสะสมเกิน 300 มม. ปริมาณดังกล่าวเป็นผลให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้เรียกประชุมทีมผู้บริหาร เพื่อนำเหตุการณ์ฝนตกที่หาดใหญ่มาถอดบทเรียน จัดทำแผนจำลองสถานการณ์ (Scenario Planning) มาสู่การจำลองฉากทัศน์กรณีเกิดฝนตกหนักถึง 300 มม./ชม. ครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยนำข้อมูลศักยภาพการระบายน้ำ ระดับความสูงต่ำของพื้นที่ และปริมาณฝน เข้าสู่แบบจำลองเพื่อวิเคราะห์ “จุดอ่อน” รายพื้นที่อย่างละเอียด
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุถึง การจำลองฉากทัศน์ว่าจะทำให้ทราบถึงจุดเสี่ยงน้ำท่วมของพื้นที่ต่าง ๆ ว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งตอนนี้ได้ให้ไปปรับใหม่บนสมมุติฐานเดิม เนื่องจากตอนนั้นที่ตั้งสมมุติฐาน 300 มม. ยังไม่มีสถานีสูบน้ำอุโมงค์บางอ้อ ที่คอยช่วยทำหน้าที่ระบายน้ำในโซนบางนา อุดมสุข เป็นต้น

ส่วนอีกสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นมา คือหากปั๊มน้ำที่สถานีสูบน้ำทั้งหมดมีอยู่ไฟดับครึ่งหนึ่ง จะส่งผลทำให้เกิดจุดอ่อน จุดเสี่ยงน้ำท่วม หรือปัญหาตรงจุดไหนบ้าง เพื่อได้เตรียมแผนรับมือ เช่น จำเป็นต้องเตรียมจุดอพยพหรือไม่ หรือหากกรณีน้ำท่วม 6 ชม. อาจจะยังไม่ต้องอพยพ หรือน้ำท่วม 30 ซม. รถเล็กอาจผ่านไม่ได้แต่รถใหญ่ไปได้ เป็นต้น รวมทั้งมีการตั้งสมมุติฐานหากเกิดกรณีน้ำทะเลหนุนด้วยพื้นที่ไหนจะเสี่ยงท่วมหนัก
“การตั้งสมมุติฐานบนสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) จะทำให้รู้ได้ว่าต้องเตรียมแผนความช่วยเหลืออย่างไร เช่น สำนักงานเขตต้องหาจุดอพยพไว้รองรับ การย้ายผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง”
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงแม้จะไม่ใช่การตกแบบ Rainbomb ก็ตาม แต่ปริมาณฝนสะสมรวมกว่า 300 มม. ในบางเขต ปริมาณฝนสะสมจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง ตั้งแต่เย็นของวันที่ 24 ก.ย. ส่งผลให้ กทม. มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 223 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้คลองสายหลักหลายแห่ง อาทิ

คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองทวีวัฒนา มีปริมาณน้ำเต็มและบางจุดเอ่อล้น กระทบพื้นที่โดยรอบเข้าท่วมถนน บ้านเรือนประชาชนมากกว่าผู้ที่อยู่อาศัยริมคลอง รวมถึงเส้นทางคมนาคม รถยนต์จอดเสียกลางถนนเป็นจำนวนมาก
ช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ฝนและการแก้ปัญหาน้ำท่วม เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา นายชัชชาติ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้เคยทำแบบจำลองในกรณีที่ฝนอาจจะตกต่อเนื่อง 300 มม. โดยยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ถึงขั้นแบบจำลองที่เคยทำไว้ เพราะไม่สามารถทำแบบจำลองได้ตรง เนื่องจากพื้นที่มีความซับซ้อน ซึ่งก็จะใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาปรับปรุงแบบจำลองให้ดีขึ้น ปริมาณฝน 300 มม.ถือว่ายากที่จะรับมือ เพราะถูกจำกัดด้วยความจุของคลอง
“หลักการคือ น้ำจากถนนลงท่อระบายน้ำและไหลไปลงที่คลองและคลองไหลไปที่ประตูระบายน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คอขวดอยู่ที่คลอง หากจะปรับปรุงความจุให้สามารถรับน้ำได้ 300 มม. ต้องลงทุนเยอะ หรือไม่ก็ไปเสริมอุโมงค์ให้มีประสิทธิภาพในการรับน้ำมากขึ้น ยกตัวอย่าง การเสริมอุโมงค์ที่บริเวณคลองประเวศฯ มาที่บึงหนองบอน ซึ่งเราได้งบประมาณแล้ว”

ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเตือนภัยล่าช้านั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า มีการเตือนทุกวัน แต่คาดการณ์ล่วงหน้ายาก อนาคตต้องพัฒนารูปแบบการพยากรณ์ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมา กทม.ไม่ได้เก่งเรื่องการพยากรณ์ อาศัยข้อมูลจากคนอื่นมาประกอบ ขอรับเป็นข้อปรับปรุงและใช้เทคโนโลยีเพื่อให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
“สรุปว่าการพยากรณ์เรายังทำไม่ดี การเตือนภัยต่าง ๆ มันคงต้องทำให้แม่นยำขึ้นในอนาคต” นายชัชชาติ ยอมรับ
ท้ายที่สุดเหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะกลายเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งบทเรียนรอถอดแล้ววางทิ้งไว้ หรืออาจต้องรอดูกันอีกครั้งในสถานการณ์ฝนตกครั้งต่อไป เพราะแต่ละพื้นที่สภาพไม่เหมือนกัน การบริหารจัดการน้ำจึงไม่สามารถใช้แบบเดียวกันได้ทั้งหมด
แต่ที่แน่ ๆ ขนาดปีนี้ฝนตกลงมาน้อย ชาวบ้านยังสาหัสขนาดนี้ ถ้าในอนาคตยังไม่สามารถหาวิธีการระบายให้เร็วขึ้นได้ คนกรุงอาจจะอ่วมมากกว่าเดิม.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



