เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยที่ 26/2569 ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ถูกร้องที่ 1, สำนักงาน กกต. ผู้ถูกร้องที่ 2 และเลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องที่ 3 กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้ง สส. ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยปรากฏรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และรหัสแท่งบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7), มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับหรือไม่

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระการอ่านคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของผู้ร้อง เนื่องจากเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุแห่งการคัดค้านตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32, 33 และ 35

กางผลไต่สวนเทคนิค : บัตรแบ่งเขต vs บัตรบัญชีรายชื่อ

สาระสำคัญแห่งคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญได้แจกแจงข้อเท็จจริงทางเทคนิคจากการไต่สวนพยานหลักฐาน และพยานผู้เชี่ยวชาญจากโรงพิมพ์ผู้รับจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยพบว่าลักษณะทางกายภาพและการทำงานของรหัสทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

1.บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (ใช้ QR Code)

ผลการสแกน : รหัสบนตัวบัตรเป็นชุดข้อมูลดิจิทัลเข้ารหัส หากใช้อุปกรณ์ทั่วไปสแกนจะไม่ปรากฏข้อมูลโดยตรง แต่ต้องนำไปประมวลผลผ่านโปรแกรมเฉพาะทางของบริษัทผู้จัดทำ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเพียง “หมายเลขเล่ม” ของบัตรเลือกตั้ง เท่านั้น (บัตร 1 เล่มมีจำนวน 20 ใบ) ไม่ใช่หมายเลขประจำบัตรรายใบ

ข้อสรุป : การที่ QR Code จะสามารถระบุชี้ชัดไปถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเป็นรายบุคคลได้ จะเกิดขึ้นได้เพียงกรณีเดียวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 20 คนในเล่มดังกล่าวลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายเดียวกันทั้งหมด ซึ่งในทางปฏิบัติตามสภาพความเป็นจริงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ศาลจึงวินิจฉัยว่า QR Code ไม่สามารถนำมาใช้สืบค้น เชื่อมโยง หรือตรวจสอบตัวตนและผลคะแนนได้

2.บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ใช้ Barcode)

ผลการสแกน : เมื่อใช้อุปกรณ์หรือสมาร์ตโฟนสแกน จะแสดงชุดตัวอักษรและตัวเลขอารบิกที่ตรงกับ “หมายเลขบัตร” บนต้นขั้วแบบ 1 ต่อ 1 ใบ โดยเป็นรหัสเฉพาะของบัตรแต่ละใบจากทั้งหมดกว่า 55 ล้านใบ

ข้อสรุปเชิงเทคนิค : ในเชิงเทคนิค บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตัวบัตรกับต้นขั้วได้จริง และหากนำข้อมูล 3 ส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ (1) บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว (2) ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งที่มีลายมือชื่อและลำดับที่ของผู้ใช้สิทธิ และ (3) บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเลขประจำตัวประชาชน ย่อมจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปจนทราบถึงตัวตนและผลคะแนนได้

เปิด “กำแพงกฎหมาย” และระบบจัดเก็บแน่นหนา 3 ช่วง

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายและกระบวนการจัดเก็บรักษาว่า ความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิคดังกล่าวจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับ “กำแพงกฎหมาย” และมาตรการรักษาความปลอดภัยในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยศาลได้แบ่งกระบวนการจัดเก็บเอกสารออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลัก

  • ช่วงที่ 1 (ปิดหีบและนับคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง) : คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ต้องคัดแยกบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน บรรจุลงในถุงพลาสติกใส 3 ชั้นชั้นใน แล้วนำไปรวมใส่ในถุงชั้นนอกที่ปิดรัดด้วยสายรัดเคเบิลไทร์ (Cable Tie) พร้อมลงลายมือชื่อ กปน. กำกับไว้อย่างแน่นหนา ก่อนนำใส่ลงในหีบบัตรและส่งมอบให้ กกต. เขตในทันที
  • ช่วงที่ 2 (ณ เขตเลือกตั้ง) : มีการยุบรวมหีบบัตรและรัดเคเบิลไทร์ซ้ำอีกชั้นหนึ่ง พร้อมแยกส่งบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังนายทะเบียนท้องที่หรือนายทะเบียนท้องถิ่นภายใน 3 วัน
  • ช่วงที่ 3 (ณ จังหวัด) : เอกสารทั้งหมดจะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ราชการที่มีความมั่นคงปลอดภัย เช่น สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด สำนักงานเขต หรือสถานีตำรวจ เป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทำลาย

นอกจากนี้ ศาลยังชี้ว่ามีมาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 95, 96, 97, 99 และ 145 กำหนดข้อห้ามและบทลงโทษทางอาญาไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้ เอกสารตามระเบียบ หากมีบุคคลทั่วไปพยายามทำเครื่องหมาย ถ่ายภาพ นำบัตรออกจากคูหา หรือครอบครองบัตรเลือกตั้งโดยมิชอบ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ส่วนหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดจะต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในสาม รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย

สำหรับการเปิดหีบบัตรเพื่อนำเอกสารออกมาตรวจนับใหม่หลังปิดหีบ จะกระทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นอย่างยิ่งตามกฎหมาย เช่น เกิดกรณีบัตรเขย่ง หรือมีหลักฐานการทุจริตจน กกต. มีมติสั่งการเท่านั้น บุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 ส่วนพร้อมกันเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ตามอำเภอใจ และจากการที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เดินทางไป “เผชิญสืบ” ณ สถานที่จัดเก็บเอกสารจริงร่วมกับตัวแทนของผู้ร้องและผู้ถูกร้อง พบว่าสถานที่จัดเก็บมีความมั่นคงปลอดภัยและมีมาตรการควบคุมการเข้าออกที่รัดกุมเพียงพอ

อธิบายหลักกฎหมายมหาชน: “ความลับแบบมีเงื่อนไข”

ในมิติของหลักการตามรัฐธรรมนูญ ศาลได้อธิบายหลักการทางกฎหมายมหาชนว่า หลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง มิใช่ “ความลับโดยบริบูรณ์” (Absolute Secret) ที่ตัดขาดการตรวจสอบโดยสิ้นเชิงจนไม่อาจตรวจทานความถูกต้องได้ แต่เป็น “ความลับแบบมีเงื่อนไข” (Qualified Secret) ซึ่งต้องสร้างดุลยภาพร่วมกับหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (Electoral Integrity) ตามมาตรา 224 เพื่อให้รัฐมีกลไกในการควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการพิมพ์บัตรปลอม การสวมสิทธิ์ และการนำบัตรไปใช้ข้ามเขตเลือกตั้ง

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรแบบบัญชีรายชื่อมีเหตุผลความจำเป็นสืบเนื่องมาจากข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการจัดพิมพ์บัตรกว่า 55,650,000 ใบ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 25 วัน เพื่อเร่งจัดส่งไปยังต่างประเทศสำหรับการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรภายในวันที่ 9 มกราคม 2569 และการเลือกตั้งล่วงหน้า มิได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อสืบค้นเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน และเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนก็ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงข้อมูลจนล่วงรู้ผลคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดได้จริง

มติชี้ขาด-ข้อเสนอแนะส่งถึง กกต.

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า การกำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7), มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะแนบท้ายคำวินิจฉัยไปยัง กกต. ว่า แม้การกระทำดังกล่าวจะไม่ผิดกฎหมาย แต่รูปแบบการใช้รหัสที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้นั้นได้ส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง ดังนั้น ในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป กกต. ควรพิจารณากำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งโดยใช้มาตรการทางเทคนิคอื่นเพื่อป้องกันการทุจริต เช่น การพิมพ์ลายน้ำบนเนื้อกระดาษ หรือเทคนิคที่ไม่ปรากฏเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่อาจนำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน พร้อมทั้งกำชับให้ กกต. บังคับใช้มาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อในคดีนี้อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดเวลาทำลายตามกฎหมาย