เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยนายปริญญา ระบุว่า สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 คือ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ แต่มีคำแนะนำตอนท้ายว่า กกต. ควรทำบัตรเลือกตั้งให้เหมาะสมยิ่งขึ้นไม่ให้มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน ว่าง่ายๆ คือครั้งนี้ไม่เป็นไร แต่ครั้งต่อไปไม่ควรอีก ทำให้ถูกวิจารณ์อยู่พอสมควร ทั้งนี้ตนเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้เลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นโมฆะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัตรแบบแบ่งเขตที่มีคิวอาร์โค้ดนั้น เป็นคิวอาร์โค้ดเหมือนกันทั้งเล่ม ทำให้ย้อนกลับไปหาผู้เลือกไม่ได้ คนจึงไม่ติดใจ แต่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นแบบรันตัวเลข แต่ละใบไม่เหมือนกันเลย จึงสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้ว่าใครเลือกใคร จึงขัดกับหลักเลือกตั้งโดยลับแล้ว ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สั่งให้เป็นโมฆะ เหตุผลก็ควรต้องมีน้ำหนักรับฟังได้

นายปริญญา ระบุอีกว่า แต่เหตุผลที่ออกมาตนคิดว่ามีปัญหาใน 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ 1.แม้จะย้อนไปหาต้นขั้วและผู้เลือกได้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเก็บบัตร และต้นขั้วแยกกันเป็นอย่างดี มีปิดผนึก มีเคเบิลไทร์มัดกล่องไว้ จึงถือว่ายังลับอยู่ ซึ่งตนขอแย้งว่าแม้ กกต.เขตทั้ง 400 เขต จะเก็บบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วแยกกล่องกัน แต่กล่องเก็บบัตรและกล่องต้นขั้วเก็บไว้ที่เดียวกัน ที่สำคัญคือเคเบิลไทของ กกต. สามารถใช้ไขควงเล็กๆ หรือเหล็กแหลมดันเปิดได้ ที่สำคัญคือ ศาลรัฐธรรมนูญมั่นใจได้อย่างไรว่าทั้ง 400 เขตไม่มีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดไปเปิดสแกนดู ขณะที่ประชาชนทั่วไปมีความกังขาเรื่องความสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง แต่ทำไมท่านจึงมั่นใจใน กกต. ชนิดตรงข้ามกับประชาชนได้ถึงขนาดนี้ กกต. เป็นผู้บริหารจัดการเลือกตั้ง ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ไม่ใช่ไปมอบความเชื่อมั่นให้ กกต. เช่นนี้

นายปริญญา ระบุว่า 2.การเลือกตั้งโดยลับนั้นไม่จำเป็นต้องลับโดยสมบูรณ์ แต่ลับแบบมีเงื่อนไขก็ได้ ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นหลักวิชาการกว่า แต่ก็อาจจะสร้างความเสียหายได้มาก หาก กกต. ยึดถือจริงจังว่าการเลือกตั้งโดย “ลับแบบมีเงื่อนไข” เป็นสิ่งที่ทำได้ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแม้จะมีต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ก็อาจจะมี “ลับแบบมีเงื่อนไข” ในจุดอื่นๆ ได้ ซึ่งเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไขนั้น มีใช้แค่ไม่กี่ประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และที่สำคัญคือเขาแยกเก็บบัตรและต้นขั้วอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปิดผนึกหีบต่อหน้าผู้สังเกตการณ์ไปแล้ว พอขนไปที่เก็บ ก็เปิดหีบเพื่อยุบรวมหีบกันเองลับหลังประชาชนเหมือนที่ กกต. ทำ ที่สิงคโปร์เมื่อเลือกตั้งเสร็จจะเอาบัตรและต้นขั้วไปเก็บไว้ที่ศาลสูง แล้วก็มีหลักเหมือนกันกับอังกฤษคือ เปิดดูได้เมื่อมีคำสั่งศาลโดยมีเหตุหรือเงื่อนไขตามกฎหมายเท่านั้น

“สรุปคือ ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ คือ การจะย้อนกลับไปที่ผู้เลือกจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยมีศาลควบคุม แต่ของไทย กกต.จัดเก็บเอง กกต.ออกระเบียบ เงื่อนไขจัดเก็บเอง โดยไม่มีศาลมาควบคุม เมื่อไปร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะควบคุม ก็ยกคำร้องเสียอีก ผมจึงขอแย้งศาลรัฐธรรมนูญ และมีความเห็นว่าประเทศไทยควรต้องกลับไปใช้หลักการเลือกตั้งโดยลับโดยสมบูรณ์ ไม่ควรจะเป็นลับแบบมีเงื่อนไขที่แล้วกกต.จะกำหนดอย่างไรเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายังไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นว่ากกต.จัดการเลือกตั้งและการเลือกสว.ได้อย่างสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใสได้” นายปริญญา กล่าว.