เข้าสู่เดือนร้อนทางการเมือง ซึ่งหลายครั้งมักมี การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะในอดีต 14 ต.ค. 16 ที่นักศึกษาและประชาชน รวมตัวกัน ขับไล่รัฐบาลเผด็จการ จนกลายเป็นต้นแบบการชุมนุมทางการเมือง นับจากนั้นเป็นต้นมา ขณะที่มาถึงปี 69  ประเทศไทยได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มี “นายอนุทิน  ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและนั่งควบ รมว.มหาดไทย ซึ่งต้องเผชิญมรสุมหลายเรื่อง แต่ช่วงที่หนักสุดตอนนี้ คือ ปัญหาน้ำท่วม ทั้งในเขตเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัด ซึ่งเกิดคำถามทั้งเรื่องการประสานงานระหว่าง “กทม.” กับ “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)” ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ “กระทรวงมหาดไทย”  เรื่องการปล่อยสัญญาณเตือนภัย หรือแผนจัดการปัญหาน้ำ ซึ่งเริ่มมีเสียงกดดันให้ “นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” ผู้ว่าฯ กทม. แสดงความรับผิดชอบกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น 

ด้าน “นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์รูปภาพและข้อความว่า ผู้ว่าฯ กทม.ควรลาออกไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบด้วย สำหรับภาพที่นายปานเทพโพสต์ เป็นกราฟหัวข้อ “แนวโน้มระดับน้ำเฉลี่ยรายสัปดาห์ 4 คลองสายหลัก กทม. ประจำปี 2569” แสดงระดับน้ำตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายนของคลองประเวศบุรีรมย์ คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร และคลองแสนแสบ

1.กราฟชี้ชัด 4 คลองหลักสำหรับการระบายน้ำ พร่องน้ำน้อยเกินไป เพราะเห็นแก่การเดินทางโดยเรือในคลอง โดยไม่ใส่ใจต่อฤดูกาล ทั้งๆ ที่เมื่อน้ำท่วมเกิดขึ้นล้นคลอง เรือในคลองก็วิ่งไม่ได้อยู่ดี

2.ปล่อยให้เครื่องสูบน้ำสถานีพระโขนงเพื่อนำน้ำจากอุโมงค์ยักษ์ลงแม่น้ำเจ้าพระยา 55 เครื่อง เสียหายไป 20 เครื่อง และซ่อมไม่ทันฤดูฝน ทั้งๆ ที่เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 แล้ว กว่าจะเอาเครื่องสูบน้ำมาเสริม 13 เครื่องก็สายไปแล้ว เกิดน้ำท่วมขังเสียหายไปแล้ว 3.กระบวนการช่วยเหลือประชาชนโดย กทม. ล้มเหลวมากๆ และขณะนี้ประชาชนเสียหายมากๆ ความผิดพลาดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาปริมาณน้ำฝนมามากแล้วรัฐบาลประเมินผิดพลาดเท่านั้น แต่ กทม.ก็บริหารผิดพลาดทุกมิติ ท่านผู้ว่าฯ ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกได้แล้ว

ส่วนหัวหน้ารัฐบาลก็กำลังเข้าสู่กระบวนตรวจสอบ โดยพรรคฝ่ายค้านที่นำโดย พรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งการแก้ไขปัญหาอุทกภัย  ต้องถูกนำมาสื่อสารในสภา เพื่อให้สังคมได้รับรู้ เพราะความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ วันนี้เกิดคำถามระหว่าง “หัวหน้ารัฐบาล” กับ “ผู้ว่าฯ กทม.” ใครจะต้องรับผิดชอบมากกว่ากัน หรือแรงกดดันจะถาโถมเข้าใส่มากกว่ากัน เพราะเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ “นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพราะขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมือ แม้กระทั่งเรื่องการเตือนภัยก็ยังมีปัญหาเรื่องการประสานงานกับ กทม.

ยังไม่จบง่ายๆ  สำหรับ สำนวน “ฮั้ว สว.” แม้ว่ากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติไปแล้ว แต่ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงวิชาการแก่ประชาชน พร้อมยืนยันจุดยืนองค์กรแห่งปัญญาและคุณธรรม ทำหน้าที่เป็นกลางทางการเมือง ไม่ตัดสินผิดถูก และไม่ชี้นำสังคม “ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล” นายกราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า กรณี “คดีฮั้ว สว.” ราชบัณฑิตยสภาทำหน้าที่เป็น สื่อกลางทางวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมา และกระบวนการตัดสินของ กกต. ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง ขอเน้นย้ำถึงจุดยืนความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของราชบัณฑิตยสภา ได้ขยายบทบาทจากการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรม ไปสู่การเป็น “ปัญญาของประเทศ” ได้จัดทำ “สมุดปกขาว” เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อรัฐบาลด้วยปณิธาน “ปัญญานำชาติ คุณธรรมนำสังคม”  

ภาพประกอบ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา

“นายจรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาล รธน. กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาว่า จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการได้มาซึ่งสว. ที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่า สุ่มเสี่ยงต่อความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ล่าสุดมีการเปิดเผยถึงข้อจำกัดทางกฎหมายของกระบวนการเดิม  โดยเสนอทางออกผ่านช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อศาล รธน.ชี้ขาด  ปัญหาการเลือก สว. เกิดขึ้นตั้งแต่ โครงสร้างระบบการเลือกตั้ง และการวางมาตรการรองรับของ กกต. ชุดใหม่ ที่ยังขาดความรอบคอบ ส่งผลให้เกิดช่องโหว่การ “ฮั้วเลือกตั้ง” ขณะที่แนวทางการแก้ไข รธน. ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี และมีอุปสรรคหลายประการ ส่วนการพึ่งพากระบวนการทางศาลปกติ เช่น ศาลฎีกา หรือการดำเนินคดีอาญา อาจไม่ทันการณ์ 

เพราะการดำเนินคดีในศาลฎีกา อาจใช้เวลา 1–3 ปี และการสืบพยานเฉพาะรายบุคคล ทำได้เพียงการถอดถอนผู้กระทำผิด แล้วนำผู้สมัครสำรองขึ้นมาแทน ซึ่งไม่อาจล้มล้างระบบการเลือกตั้งที่ผิดพลาดได้  อีกทั้งการดำเนินคดีทางอาญา อาจใช้เวลานานถึง 5 ปีเป็นอย่างน้อย  

อดีตตุลาการศาล รธน. กล่าวว่า ศาล รธน.เป็นองค์กรเดียว ที่มีอำนาจพิจารณาว่าระบบการเลือกตั้งขัดต่อ รธน.หรือไม่ เหมือนคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ที่ผ่านไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน จะรวดเร็วกว่าศาลอื่นใช้เวลาวินิจฉัยประมาณ 9 เดือนได้  โดยขอเสนอ 3 ขั้นตอน 1.อาศัยกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกา ช่วยรวบรวมพยานหลักฐานเชิงลึก โดยเสนอให้มีการ ใช้เครื่องจับเท็จ หรือ พยานทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาใช้ในการสอบสวนเค้นความจริง กรณีพยานมีการกลับคำให้การ หรือสุ่มเสี่ยงต่อการให้การเท็จ ควบคู่ไปกับการ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และข้อมูลการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์หรือแอปพลิเคชันต่างๆ 

2.ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อใช้เครื่องจับเท็จและหลักฐานวิทยาศาสตร์ จนได้พยานหลักฐานที่แน่นหนาแล้ว ให้กลุ่มผู้เสียหายนำเรื่องเข้ายื่นต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาล รธน. ตามช่องทางกฎหมาย 3.ส่งศาล รธน.ชี้ขาด โดยผ่าน ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ส่งเรื่อง คาดว่าศาล รธน.จะรับไว้พิจารณา และ ทำคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นได้ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี อย่างไรก็ตามไม่เห็นด้วย กับการปลุกระดมมวลชนมาขับไล่ กกต.

ด้าน “นายวัส ติงสมิตร” อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวในงานเสวนาเวทีเดียวกันว่า การใช้อำนาจของ กกต. กฎหมายกำหนดไว้ว่า กกต. จะต้องใช้มาตรฐานความเป็นกลาง 4 ประการ คือ สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานดังกล่าวหรือยัง เห็นว่ามี 6 ช่องทาง ที่จะไปต่อได้ ช่องทางแรก คือ การส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ แต่บางกรณีที่ศาลฎีการับไว้พิจารณา เช่น กรณีการจัดกลุ่มก็มีการนัดที่จะไต่สวนแล้ว ช่องทางที่สอง คือ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถที่จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. ช่องทางที่สาม คือ การร้องต่อ ป.ป.ช. ซึ่งก็จะมีการไต่สวน ช่องทางที่สี่ คือ ศาลอาญา ในการเอาผิดต่อ กกต.  ช่องทางที่ห้า คือ ช่องทางการร้องต่อศาลปกครอง และ ช่องทางที่หก คือ การร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง สว. เป็นโมฆะ

ทีมข่าวการเมือง