จับท่าที “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับครม. อนุทิน” หลายคนที่เป็นคอการเมือง และนักติดตามความเป็นไปของบ้านเมือง ต้องเชื่อว่า อีกไม่นาน “พรรคกล้าธรรม (กธ.)”  ต้องเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลแน่  แม้ปัจจุบันเสียงฝ่ายบริหารจะแตะเกือบ 300 เสียง แต่ท่าทีของพรรคสีเขียว ที่แสดงออกล้วนทอดไมตรี และไม่เคยทำร้ายพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะจุดสำคัญคือคนใกล้ชิด “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรค กธ. ไปให้การเป็นคุณกับแกนนำพรรค ภท. จน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีตกในประเด็นกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภท. เข้ายุ่งเกี่ยวกับ สำนวนฮั้วสว. ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ทางการเมือง ก่อนหน้านั้นก็งดออกเสียงในการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ให้ความเห็นชอบกับ “พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70” และอาจจะปิดจ๊อบด้วยการ ยกมือไว้วางใจรัฐมนตรี ทั้ง 18 คนของพรรค ภท. แม้ “นายอรรถกร ศิริลัทธยากร” สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรค กธ. จะเข้าร่วมประชุมกับวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยยืนยันว่า ในวันนี้ตามกฎหมาย พรรค กธ. ยังมีสถานะอยู่ฝั่งฝ่ายค้าน แล้วตนเชื่อว่านี่เป็นสิทธิของสมาชิก เพราะจำนวน สส.พรรค กธ.ในสภามีสัดส่วน 12-13% ฉะนั้นจึงมีสิทธิที่จะสะท้อนความเห็นต่อญัตติที่มีการยื่น เมื่อถามว่าจะอภิปราย หนุนญัตติของฝ่ายค้าน หรือช่วยชี้แจงให้ฝ่ายรัฐบาล นายอรรถกร ระบุว่า คงไม่สามารถตอบได้ และจะไปบังคับให้ สส. ต้องชมหรือด่ารัฐบาลไม่ได้ แต่เชื่อว่า สิ่งที่พรรคสีเขียวต้องแสดงออก ในระหว่างการอภิปรายไม่วางใจ คือไม่แสดงท่าที่เป็นศัตรูหรือโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่เหนืออื่นใดคือ การยกมือไว้วางใจรัฐมนตรี ทั้ง 18 คนของพรรค ภท. ซึ่งจะทำให้แกนนำพรรค ภท. และผู้มากบารมีอย่าง “นายเนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่แห่งพรรคสีน้ำเงิน ไม่คัดค้านการดึงพรรค กธ. เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะต้องเสียโควตารัฐมนตรีในส่วนของพรรคสีน้ำเงิน

ขณะที่ “นายอนุทิน” ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘คุยกับ ครม. อนุทิน’ ถึงกระแสความสัมพันธ์กับ พรรคกล้าธรรม และความเป็นไปได้ในการ เพิ่มพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ในทางการเมืองทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ แต่การตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อถามว่า รัฐบาลซึ่งมีพรรคร่วมหลัก 2 พรรค มีโอกาสเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลพรรคที่ 3 หรือไม่ นายกฯ อนุทิน กล่าวว่า การเป็นรัฐบาลนอกจากต้องทำงานให้ประชาชนและประเทศแล้ว ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

“ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการ สยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุด เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของเราให้เป็นรูปธรรม” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรค กธ. จะเข้าร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศและประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร รัฐบาลจะมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นหรือไม่ และบุคคลที่จะเข้ามาร่วมงานมีศักยภาพเพียงใด

จากนี้ไปคงอยู่ที่วันเวลากับการเข้าเป็น หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล อาจปรับ ครม.ก่อนศึกซักฟอก หรือหลังศึกซักฟอก ซึ่งพรรค กธ.จะแสดงท่าทีเป็นอื่นไม่ได้เลย กับ การยกมือไว้วางใจรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรค ภท.

ส่วนบทสรุปของการกำหนด วันอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงต้องรอว่า “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา จะนัดหารือวิป 3 ฝ่ายวันไหน ประกอบด้วยตัวแทน ครม. รัฐบาลและฝ่ายค้าน หลังจากยังหาข้อยุติไม่ได้ ทั้งเรื่อง จำนวนวันและเงื่อนเวลา แต่ที่แน่ๆ สัปดาห์นี้ ไม่ได้มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ ด้าน “นายรังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการเจรจาเพื่อวางกรอบเวลาการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจว่า เท่าที่พูดคุยกับนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา สิ่งที่ตกลงร่วมกันคือ หากฝ่ายรัฐบาลขอ 4 วัน เรายินดี ภายในกรอบ 4 วัน แต่เบื้องต้นวิปต้องมาบริหารกันว่า ตกลงชั่วโมงเป็นอย่างไร และมีตัวแปรเช่น พรรค กธ. เขาจะขอเวลาอภิปรายด้วย ซึ่งต้องมาคุยเหมือนกันว่า จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน จะใช้เวลาของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ คงไม่ใช่กรณี 3 วันและ 5 วันแล้ว ปมจะอยู่ที่กรอบ 4 วัน และการบริหารเวลากันเป็นกี่ชั่วโมง ซึ่งโดยหลักการวันลงมติกับวันอภิปรายไม่น่าจะเป็นวันเดียวกันได้ ดังนั้นคงต้องเป็น 4+1 คือ อภิปราย 4 วัน และลงมติวันถัดไป ซึ่งเบื้องต้นทางเราไม่ติด และมีการคุยกับประธานสภา แล้วว่าเราไม่ติด

“หากรัฐบาลดูวันที่รัฐบาลคิดว่าเหมาะสมได้ ในช่วงเดือน พ.ย. พวกเราได้หมด ความจริงเราไม่อยากได้เวลาที่ช้า แต่ในเมื่อ ต้องเจรจาตกลงกัน จะช้าหน่อย พวกเรารอได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาของวิป” นายรังสิมันต์ กล่าว

ด้าน “นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยอมรับว่า สัปดาห์หน้าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน เพราะประธานสภาได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมปกติไปเรียบร้อยแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่รัฐบาลยอมให้ ฝ่ายค้านอภิปราย 4 วัน นั้น นายภราดร กล่าวว่า หลังจากที่เจรจากัน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ให้ไปสอบถามกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าสามารถขยับเพิ่มขึ้นอีก 1 วันได้หรือไม่ โดยหลังประชุม ครม. ในวันที่ 26 ต.ค.จบแล้ว สามารถให้เปิดประชุมต่อเพิ่มขึ้นอีก 1 วันได้หรือไม่ ซึ่งนายกฯ และ ครม.บอกว่าได้ และจะรีบมาประชุมให้ โดยนัดประชุม ครม. ที่สภา และกำหนดเฉพาะระเบียบวาระที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยล่าสุดคือได้ 4 วัน แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายค้าน 

“จะมาบอกว่านายกฯ และรัฐบาลปิดกั้น การทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ก็ขอบอกว่า ตามปกติที่ผ่านมาก็ 4 วัน ที่ฝ่ายค้านบอกว่าจำนวนชั่วโมงในการอภิปรายสมัย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ที่สูงที่สุดคือ 40-42 ชั่วโมง แต่เราเสนอว่า ถ้าฝ่ายค้านต้องการเท่าไหร่ เช่น 45 หรือ 48 ชั่วโมง ก็สามารถให้ฝ่ายค้านได้ ส่วนของรัฐบาลก็ลดหลั่นลงมา และเราจะใช้เวลาอย่างกระชับ แต่ไม่ได้รับสัญญาณตอบรับจนเป็นที่มาของประธานสภาออกระเบียบวาระการประชุม เพราะ ไม่สามารถตกลงกันได้” นายภราดร กล่าว 

เมื่อถามว่า โอกาสที่จะเป็นเดือน พ.ย.และ ธ.ค.ยังได้อยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ก็คงต้องเจรจาพูดคุยกัน ซึ่งได้ชี้แจงกับที่ประชุมไปแล้วว่าเดือน พ.ย. ตารางของ ครม. จะแน่นมาก ก็ต้องมาเจรจากันอีกครั้งในช่วงเดือน พ.ย. ว่ามีความเป็นไปได้ในช่วงไหน 

น่าสนใจกับประกาศปรับแนวทางการทำงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2569 เพื่อกำกับดูแล การใช้สื่อออนไลน์ให้เหมาะสม สอดคล้องกับหลักคุณธรรม จริยธรรม และประเพณีอันดีงาม ตลอดจนคุ้มครองความลับทางราชการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน ซึ่งได้ประกาศราชกิจจาแล้ว เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 69 โดยเนื้อหาสาระ ในประกาศกำหนดให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยความระมัดระวัง มีความสุภาพ สำรวมกิริยามารยาท ยึดถือจริยธรรม หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหยาบคาย การโต้เถียง ดูหมิ่น เหยียดหยาม หมิ่นประมาทผู้อื่น สร้างความเกลียดชัง ใส่ร้าย หรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

นอกจากนี้ ห้ามกระทำการที่กระทบต่อความเป็นกลางทางการเมือง ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน หรือเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรม จริยธรรม และระเบียบแบบแผนของทางราชการ สำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ประกาศกำหนดข้อห้ามครอบคลุมการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือ ส่งผลกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยไม่รักษาความลับของทางราชการ หรืออาจกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังห้ามเผยแพร่ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ขณะสวมเครื่องแบบหรือชุดที่มีเครื่องหมายและตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน ป.ป.ช. ในลักษณะที่ไม่สำรวมกิริยามารยาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน รวมถึงการแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความแตกแยกทางความคิด ความเกลียดชัง ในสังคมหรือหน่วยงาน และกระทบต่อความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังต้องระมัดระวังไม่ให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใช้หรืออ้างตำแหน่งหน้าที่ของตนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ในส่วนการกำกับดูแล ประกาศกำหนดให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งหรือสั่งจ้าง ดำเนินการกำกับดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กรณีมีผู้ร้องเรียน หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนประกาศ ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบหรือพิจารณาเบื้องต้น โดยแยกแนวทางตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ได้แก่ หากไม่พบมูลการฝ่าฝืน ให้ยุติเรื่อง แต่หากมีมูลว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และอาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือวินัย ให้ดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป หากมีมูลว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัยหรือทางอาญา ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม หากการกระทำนั้นเป็น ความผิดตามกฎหมาย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานยังคงมีสิทธิ ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์ของหน่วยงาน ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้ หรือการตีความประกาศ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด

ทีมข่าวการเมือง