เมื่อวันที่ 1 ต.ค.69 นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย กรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา รับหนังสือจากนายอุดร ไข่หนุ่นลาย ตัวแทนสมาคมผู้อัดใบอ้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มผู้ประกอบการอัดใบอ้อยจากจ.ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด และเลย เพื่อขอความช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการอัดใบอ้อย ตามนโยบายลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐมีการส่งเสริมการเก็บรวบรวมและอัดใบอ้อยเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการเผาอ้อยและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนตัดสินใจลงทุนซื้อหรือเช่าเครื่องจักรสำหรับรวบรวมและอัดใบอ้อย โดยบางรายมีภาระการลงทุนหลักแสนบาท ทำให้เกิดภาระหนี้สิน แม้ในระยะแรกจะมีตลาดรองรับ แต่ต่อมาประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของราคารับซื้อ ต้นทุนการดำเนินงาน และความไม่แน่นอนของปริมาณการรับซื้อในอนาคต จนกังวลว่ารายได้จะไม่เพียงพอต่อการบริหารต้นทุนและชำระหนี้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการให้ติดตามและหาแนวทางแก้ไขปัญหาหลัก 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การจ่ายเงินเยียวยา 300 บาทต่อตัน ตามมาตรการของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยขอให้ภาครัฐดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือที่ได้ประกาศไว้ 2. ปัญหาราคารับซื้อใบอ้อยตกต่ำ ซึ่งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงจากประมาณ 1,000 บาทต่อตัน เหลือ 900 บาทต่อตัน และปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อตัน ขณะที่มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า 800 บาทต่อตัน แต่ต้นทุนของผู้รับเหมารับอัดใบอ้อยอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อตัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนและมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน

นายทวีทรัพย์ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 2 – 3 ปีก่อน รัฐบาลมีนโยบายห้ามเผาใบอ้อยและส่งเสริมให้เกษตรกรนำใบอ้อยมาอัดเพื่อจำหน่ายและใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล จึงเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการรองรับและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.การพาณิชย์ฯ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาและมาตรการช่วยเหลือต่อไป.