เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รายงานสถานการณ์น้ำล่าสุด ว่า สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีความจุอยู่ที่ 102% น้ำผ่านทางระบายน้ำล้น หรือสปิลเวย์แล้ว อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจจะมีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวินาที ที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งรัฐบาลได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี จัดเตรียมฉากทัศน์ในกรณีที่ฝนตกหนักเหนือเขื่อนแก่งกระจาน และจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราที่สูงสุด วันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้มีการประสานดำเนินการทำแผนเผชิญเหตุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากน้ำล้นเขื่อน
ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง ลดลงอย่างต่อเนื่องวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตร รวมไปถึงแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรัง ก็ลดลง แต่ยืนยันว่ายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อที่จะให้น้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำลง ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีขีดความสามารถในการรองรับน้ำอยู่ได้มาก และในช่วงที่ฝนตกหนักไม่ว่าจะเป็น 4-7 ต.ค. หรือ 11-14 ต.ค. นี้ หลังจากได้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาชัดแล้วมีช่องว่างเหลืออยู่ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดู ในช่วงตอนบนของประเทศจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นกรณีที่จะต้องระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่มีความต้องการระบายน้ำจำนวนมากขนาดนั้นแล้ว รวมไปถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็ยังสามารถเก็บน้ำในความจุ 111% ได้ แต่เป็นเพียงความจุชั่วคราว ซึ่งเคยทำเช่นนี้ในปี 65 หรือที่เรียกว่า flood detention (การหน่วงน้ำ) ส่วนพื้นที่เหนือเขื่อนอาจกังวลว่ามีการจัดเก็บน้ำอยู่ที่ 111% นั้น จะส่งผลอะไรหรือไม่ จากการตรวจสอบ ล่าสุดน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กับน้ำที่ระบายออกมีความสมดุลกัน
ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงแต่จะไปเพิ่มที่ตอนล่าง เช่น อ.องครักษ์ จ.นครนายก อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี และ อ.บางน้ำเปรี้ยว รวมไปถึงอีก 3-4 อำเภอใน จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ซึ่งรับน้ำฝั่งตะวันออกของ จ.ฉะเชิงเทรา มีน้ำล้นมาด้วย ซึ่งในภาพรวมหากฝนตกไม่มาก ตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลมา อาจต้องระวังเพิ่มขึ้นที่ จ.ปราจีนบุรี อ.กบินทร์บุรี เขตรอยต่อ จ.สระแก้ว เล็กน้อย แต่มีการบริหารจัดการและเตรียมรับมือของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดอยู่แล้ว



