เมื่อวันที่ 26 ต.ค.69 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.)  ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์รายการ “สภาปริทัศน์” โดยกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ในส่วนของกรรมาธิการป.ป.ช.ได้สอบหาข้อเท็จจริงในประเด็นการแจ้งความดำเนินคดีในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ กรณีที่มีการจ่ายเงินแล้วแต่ไม่มีชื่อสอบผ่าน คนในพื้นที่ต่างจังหวัดได้ทยอยไปแจ้งความขณะนี้กรรมาธิการฯได้รวบรวมข้อมูลได้เกือบหมดทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้วมีจำนวนกว่า 100 คดี

ประธานกมธ. ป.ป.ช. กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้เป็นการดำเนินคดีเฉพาะในส่วนของตำรวจ แต่ละพื้นที่ดำเนินคดีไม่เหมือนกัน แม้จะมีการคืนเงินไปแล้ว แต่ตำรวจก็ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพราะอาจจะมีข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น แต่ในหลายจังหวัดเมื่อปรากฏเป็นคดี เป็นที่สนใจทางนายหน้าที่รับเงินก็พยายามหาเงินมาจ่ายคืน และเมื่อคนที่จ่ายเงินได้เงินคืนก็ไปถอนแจ้งความ แม้คดีจะยุติ แต่เรามองว่าไม่ควรจะจบแบบนี้ ดังนั้นทางกรรมาธิการฯจึงได้รวบรวมข้อมูลให้ ป.ป.ช.ต่อไป เพื่อที่อย่างน้อย ป.ป.ช.จะมีได้มีข้อมูลทั่วประเทศอาจจะสาวถึงตัวการที่วันนี้ยังไม่อยู่ในระบบ ทั้งนี้ ผมอยากจะย้ำว่า อย่าคิดว่าคืนเงินให้กับผู้เสียหายแล้วคดีจะจบนั้น จริง ๆ แล้วไม่จบ แม้ผู้เสียหายจะไปถอนแจ้งความ แต่ผมยืนยันว่า จะเอาทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่กรรมาธิการฯเป็นห่วงมีอะไรบ้าง นายอสพลธ์ กล่าวว่า ไม่มีข้อกังวล แต่เรารู้สึกเกรงใจข้าราชการ เพราะบางหน่วยงานมาจากที่ไกล ๆ อย่างจังหวัดปัตตานี ยะลา สงขลา แต่เพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องในการสอบได้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย เราจำเป็นต้องทำ ส่วนที่สังคมกังวลใจเมื่อปล่อยตัวผู้ต้องหาแล้วจะหนีนั้น จริง ๆ แล้ว ทั้ง 3 รายไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบ เขาเป็นเพียงตัวการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ทำการทุจริต เพราะนั้นเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด ดังนั้นการจะส่งฟ้องทั้ง 3 คนได้ต้องส่งฟ้องพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด แต่สุดท้ายทั้ง 3 ก็จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา ถูกฟ้องเหมือนกัน ทำความผิดฐานให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่กระทำการทุจริต ซึ่งมีหลายคดีที่จะต้องถูกดำเนินคดี

เมื่อถามว่า จากการรวบรวมข้อมูลทั่วประเทศสามารถเชื่อมโยงถึงนักการเมืองหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับในเวลานี้ยังไม่ถึงตัวนักการเมือง เพราะระดับอธิบดี 2 รายที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เขาให้การปฏิเสธ และไม่ได้ให้การซักทอดถึงใคร ก็ไม่สามารถสาวต่อไปได้ แต่ถ้าพยานหลักฐานไปถึงใครก็ต้องถูกดำเนินคดีแน่นอน แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลถึงแค่นี้ ทั้งนี้กลุ่มที่ทุจริตเป็นกลุ่มเดียวกันกับเมื่อปี 64 ดังนั้นการเกิดขึ้นในปีนี้จึงไม่ใช่ครังแก และผมได้ยินเรื่องนี้ที่จังหวัดศรีสะเกษตั้งแต่ปี 60 ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ การทุจริตการสอบท้องถิ่นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ครั้งนี้เป้นครั้งแรกที่จับได้ ถือเป็นโอกาสดี แต่ถ้าครั้งนี้เราจับไม่ได้ ครั้งหน้าอีก 2 ปีที่จะมีการสอบ ขบวนการนี้จะใหญ่โตมากกว่านี้ การที่กรรมาธิการฯรวบรวมข้อมูลจากทั่วประเทศเพื่อที่จะให้ดำเนินคดีกับนายหน้า ไม่เช่นนั้นเขาจะหย่ามใจมากกว่านี้ ผมยังมั่นใจว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องต้องเข้าสู่กระบวนการ ดังนั้นช่วงกลางปี หรือปลายปีหน้าจะเริ่มมีการพิจารณาคดีทางศาลเกี่ยวกับการโกงสอบท้องถิ่น

 นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีการใช้จ่ายเงินของสถานีไทยพีบีเอส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกรรมาธิการป.ป.ช.ได้เชิญตัวแทน สตง. และตัวแทนจากกรมสรรพสามิต มาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการฯ กรณีของไทยพีบีเอสได้รับเงินจากภาษีสุรา ยาสูบ ปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 18 ปี จำนวน 36,000 ล้านบาท ทาง สตง.ได้แจ้งว่า วันที่ 7 ต.ค.2569 ทางผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งไปทางประธานกรรมการนโยบาย สสท.ให้ดำเนินการจ่ายค่าเสียหายรวม 85 ล้าน ซึ่งเกิดจากการที่ไทยพีบีเอส ไปจ้างเจาะจงรายการจาะข่าวย่อโลกในปี 2561-2568 เป็นจำนวน 15 ล้านบาทเศษ โดยใช้วิธีเจาะจงทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และอีกกรณีคือการจ่ายค่าตอบแทนผู้ดำเนินรายการ รวมทั้งที่ปรึกษาต่าง ๆ เป็นเงิน 69 ล้านบาท เฉพาะปี 2568

“พบว่าผู้บริหารของไทยพีบีเอส นอกจากได้เบิกเงินค่าตอบแทนทั้งค่าน้ำมันและค่าเดินทางแล้ว ยังใช้รถของไทยพีบีเอส ซึ่งซ้ำซ้อนกัน เหมือนกับที่เราได้ค่าน้ำมันแต่ยังใช้รถหลวงอยู่ ก็มีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นมาอีก ถามว่าสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งไทยพีบีเอสให้ออกระเบียบเรื่องการใช้รถของไทยพีบีเอสตั้งนานแล้ว แต่ผู้บริหารก็ยังไม่ดำเนินการ ทั้งหมดเกิดจากการจ่ายเงินที่ไม่ชอบ ผิดระเบียบ ผิดพรบ.การเงินการคลัง แต่บางส่วนก็มองว่าเป็นเรื่องการมืองหรือไม่นั้น ทางผู้แทน สตง.บอกว่าไม่ใช่ เรื่องนี้ทาง สตง.ได้รับการร้องเรียนจากพนักงานไทบพีบีเอสที่ส่งข้อมูลรายละเอียดมาให้ตั้งแต่ปลายปี 2568 และทาง สตง.ได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง แต่ทำไมถึงตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับหลายส่วน จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจะได้ทำงานพร้อมกันทีเดียวไม่ซ้ำซ้อน” ประธาน กมธ. ป.ป.ช. กล่าว  

นายอสพลธ์ กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องนี้ ข้อมูลที่ได้จากพนักงานไทยพีบีเอส ที่ส่งให้ สตง.ให้ละเอียดมาก แต่คดีล่าช้าในการพิจารณา เนื่องจากผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องไทยพีบีเอสได้เลื่อนการให้ปากคำ กับ สตง.หลายครั้ง ทาง สตง.ก็อนุญาต ทั้งนี้มาประจวบเหมาะกับที่พรรคภูมิใจไทยขอยื่นเรื่องแก้ไข พรบ.ของไทยพีบีเอส แต่การแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้แตะต้องโครงสร้างการบริหารงานของเขา เพียงแต่เปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ เพราะวันนี้รายได้ยิงตรงไปที่ไทยพีบีเอสปีละ 2,000 ล้านบาท ไม่มีการตรวจสอบโดยรัฐสภา และเกิดปัญหา อันนี้เฉพะกรณีที่ตรวจเจอ

เมื่อถามว่า  การตรวจสอบจะไปกระทบกับความเป็นสื่ออิสระของไทยพีบีเอสหรือไม่  นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ในส่วนของกรรมาธิการป.ป.ช.ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับการทำงานของไทยพีบีเอส เพียงแต่เรามาตรวจสอบเรื่องการใช้จ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามที่ สตง.ได้ แจ้งไป เราก็ติดตามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องไปจ้างเฉพาะเจาะจง ไทยพีบีเอสมีพนักงาน 1,200  คน ทำไมต้องไปจ้างคนนอก และยังมาใช้อุปกรณ์ของไทยพีบีเอส จึงเป็นการทำงานที่ไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ซึ่งเราต้องตรวจสอบ อีกทั้ง ตัวชี้วัดของไทยพีบีเอสก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอด สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเรามาตรวจสอบจะได้สรุปให้สังคมได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนการจะแก้กฎหมายหรือไม่อยู่ที่ ส.ส.ในสภา ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการฯ.