ใครจะคิดว่าจากปรากฏการณ์ ฝนตกแช่ข้ามวันข้ามคืนในกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะกลายเป็นชนวนเหตุสั่นสะเทือนสายการบินแห่งชาติอย่าง “การบินไทย”  จนเกิดวิกฤติการบริหารจัดการภาคพื้นครั้งใหญ่ ปั่นป่วนหนักกว่าช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 เสียอีก!

ภาพกระเป๋าสัมภาระตกค้างนับหมื่นใบ การยกเลิกเที่ยวบิน และความโกลาหลบริเวณชั้น 4 สนามบินสุวรรณภูมิ ถูกแชร์สะพัดไปทั่วโลกออนไลน์ ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติ แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นที่สะสมมานานหลายสิบปี ให้ป่นปี้ขยี้ลงดิน

นำไปสู่ มติประชุมนัดพิเศษของบอร์ดการบินไทย ให้สั่งพักงาน (แขวน) “ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีอีโอการบินไทย ทันทีเพื่อรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น …  แต่อะไรคือต้นเหตุวิกฤติครั้งนี้? และเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้บอร์ดบริหารต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาด?

จุดเริ่มต้นวิกฤติ

จุดเริ่มต้น เกิดจากฝนตกหนักข้ามวันข้ามคืนตั้งแต่วันที่ 25–26 กันยายน จนเกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ ส่งผลให้พนักงานฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้นและลำเลียงกระเป๋าจำนวนมาก ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เมื่อกำลังคนขาดหนัก ระบบการลำเลียงกระเป๋าเข้า-ออกจึงอัมพาตโดยสมบูรณ์ กระเป๋าเดินทางเริ่มสะสมค้างท่วมลานบินนับหมื่นใบ อีกทั้งมีรายงานว่าต้องนำพนักงานที่เหลืออยู่ ไปให้บริการกับสายการบินพันธมิตรก่อน ไม่เช่นนั้นการบินไทยอาจถูกฟ้อง

ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการใช้แผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน (Business Continuity Plan: BCP) และการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพจากผู้บริหารระดับสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม…

ลำดับเหตุการณ์: วันเกิดเหตุ

• วันเสาร์ที่ 26 ก.ย. (วันเกิดเหตุ): ความโกลาหลเริ่มขยายวงกว้าง พนักงานภาคพื้นต้องรับหน้า เสียงก่นด่าจากผู้โดยสาร ทางด้าน บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ที่ดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ พยายามติดต่อซีอีโอการบินไทย เพื่อประสานงานแก้ปัญหาเร่งด่วน แต่ผลปรากฏว่า ติดต่อไม่ได้ “ไลน์ไม่อ่าน โทรศัพท์ไม่รับสาย” ขณะที่ตำแหน่งรองฯ ลงไป ที่ดูแลบริการภาคพื้น ก็อยู่ระหว่างพักร้อนพอดี

• วันอาทิตย์: AOT ทนไม่ไหวจนต้องสายตรงหาประธานบอร์ดการบินไทย เพื่อแจ้งวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้บอร์ดจึงรับรู้ปัญหาเป็นครั้งแรก ซึ่งน่าแปลก ซีอีโอการบินไทยไม่เคยรายงานเรื่องนี้ให้บอร์ดทราบมาก่อนเลย  

• ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อซีอีโอมาถึงสุวรรณภูมิ ซึ่งขณะนั้นมีกระเป๋าค้างมากกว่า 10,000 ใบแล้ว แต่กลับไม่มีสั่งการมาตรการฉุกเฉินใดๆ มีเพียงการเดินตรวจพื้นที่และพูดกับพนักงานเพียงว่า “เต็มที่นะ เต็มที่นะ”

• วันจันทร์: ในการประชุมบอร์ดตามวาระปกติ ซีอีโอบินไทยเตรียมเข้าประชุมตามปกติ แต่บอร์ดสั่งให้ไปประจำการที่สุวรรณภูมิแทน เพื่อเร่งแก้ปัญหาหน้างาน

• อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปดูหน้างาน บิ๊กบอสการบินไทย กลับมีคำสั่ง “ยกเลิกบริการคาร์โก้ (Cargo)” เนื่องจากแรงงานไม่พอ จนบอร์ดต้องรีบเข้ามายับยั้งคำสั่งดังกล่าวทันที เพราะมองว่า จะกระทบวงกว้างต่อระบบขนส่งและส่งออกของประเทศ

บอร์ดไม่ต้องการล้ำเส้นก้าวก่ายการทำงาน แต่สุดท้ายบอร์ดบริหาร ต้องมาช่วยกำกับคุมงานหลังบ้านที่สุวรรณภูมิ โดยจัดตั้ง War Room และวางแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้าง dash board การติดตามด้วยข้อมูลที่ถูกต้องเป็น real time จากนั้นสถานการณ์จึงค่อยๆ ทยอยคลี่คลายลง

ทำไมถึงใช้โทษ “พักงาน” แทนการ “ไล่ออก”

แต่หลายคนตั้งคำถามว่า ความเสียหายใหญ่หลวงขนาดนี้ เหตุใดบอร์ดจึงเพียงแค่สั่งพักงาน?

คำตอบคือ การสั่งพักงานเป็นการ “แช่แข็ง” เพื่อไม่ให้ผู้บริหารหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ ระหว่างรอผลการสอบสวนภายใน 30 วัน เนื่องจากมีประเด็นความเสียหายและคดีความค้างเก่าที่ต้องสะสางอยู่

1. ประเด็นที่ต้องตรวจสอบ คือ ความเสียหายจากความวุ่นวายในการยกเลิกเที่ยวบิน กระเป๋าตกค้าง การเยียวยาวผู้โดยสาร : เหตุดังกล่าว ประเมินสร้างความเสียหายสูงถึง 1,200 ล้านบาท

2. การตรวจสอบโครงสร้างและระบบเอาต์ซอร์ส: คณะกรรมการฯ จะลงลึกตรวจสอบสัญญาจ้างงานบริษัทลูกอย่าง วิงสแปน ว่ามีการจ้างงานแบบรายวันจริงหรือไม่ รวมถึงการบริหารจัดการการลาของพนักงาน จนทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานพร้อมกันถึง 200 คน มีการดำเนินบริหารอย่างถูกต้องหรือเปล่า

3. นอกจากนี้ ยังมีการสอบสวนคดีจัดซื้อไวน์ก่อนหน้า: ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบความไม่โปร่งใส กรณีการจัดซื้อไวน์ 860,000 ขวด หากมีการไล่ออกทันที กระบวนการทางกฎหมายและการรับผิดชอบอาจทำได้ยาก

แยกหน้าที่: นโยบาย vs การบริหารจัดการ

อย่างไรแล้ว ในวิกฤติครั้งนี้ ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าบอร์ดทำถูกต้องที่ลงโทษคนทำผิด แต่อีกฝ่ายมองว่าซีอีโอถูกกลั่นแกล้งจากบอร์ด

หากพิจารณาอย่างมาตรฐานสากล ตามบทบาทหน้าที่ของทุกองค์กรในโลกใบนี้

• หน้าที่ของคณะกรรมการ หรือบอร์ด: คือการกำหนดนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และประชุมติดตามงาน ซึ่งปกติทำเดือนละ 1 ครั้ง ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ลงไปคุมเคาน์เตอร์ หรือจัดสรรวิธีลำเลียงกระเป๋า

• หน้าที่ของซีอีโอ : ถือเป็นผู้บริหารสูงสุดในสายงานปฏิบัติ เมื่อรับเงินเดือนหลักล้าน ก็ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบ บริหารภาพรวมทั้งหมดทั้งในภาวะปกติ ภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนการดูแลปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้น โดยใช้ฝีมือบริหารให้พ้นสภาวะวิกฤติ

ความจริงทั้งหมดจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น หลังผลการสอบสวน 30 วันสิ้นสุดลง แต่ไม่ว่าผลเป็นอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤติครั้งนี้ ได้ให้บทเรียนราคาแพงแก่องค์กรขนาดใหญ่อย่างการบินไทย และความเสียหายต่อชื่อเสียงที่ประเมินค่าไม่ได้ แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับวิกฤติการบินไทยที่เกิดขึ้นครั้งนี้