เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นักนโยบายสาธารณะและสิทธิมนุษยชน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการเสนอตัวของกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมของประเทศไทย เชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและได้รับประโยชน์จากการจัดงานอย่างทั่วถึง เวิลด์ไพรด์ เป็นทั้งงานเฉลิมฉลองและพื้นที่ให้ผู้คนจากทั่วโลกแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมผลักดันสิทธิ โดยเฉพาะผู้ที่ยังเผชิญการเลือกปฏิบัติหรือต้องปิดบังตัวตนเพื่อความปลอดภัย การเข้าร่วมงานในพื้นที่ที่ยอมรับความหลากหลายจึงอาจเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าร่วมนำประสบการณ์กลับไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง
“สำหรับประเทศไทย มีจุดแข็งทั้งกฎหมายสมรสเท่าเทียม เครือข่ายชุมชนที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สามารถนำมาเชื่อมเสียงจากเอเชียกับเวทีโลกได้ ความเปิดกว้างและความรู้สึกปลอดภัยยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เดินทางมาเยือนประเทศไทย ในด้านเศรษฐกิจ หากไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 1 ล้านคน และมีการใช้จ่ายในประเทศเฉลี่ยคนละ 75,000 บาทตลอดทริป จะเกิดเม็ดเงินใช้จ่ายรวม 75,000 ล้านบาท
ส่วนกรอบงบจัดเวิลด์ไพรด์ราว 500 ล้านบาท ที่มีการอ้างอิงจากประสบการณ์เจ้าภาพที่ผ่านมา ยังไม่ใช่งบรวมของไทยที่สรุปแล้ว เสนอให้ไทยใช้สถานที่และระบบบริการที่มีอยู่ ควบคุมงบอย่างรอบคอบ และกระจายรายได้ถึงธุรกิจขนาดเล็กและชุมชน ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพควรวัดทั้งผลทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยควรสร้างความร่วมมือที่ดำเนินต่อหลังจบงาน ทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้ การสนับสนุนนักกิจกรรม และการเชื่อมเครือข่ายในภูมิภาค เพื่อให้งานนี้เป็นโอกาสในการขยายสิทธิมนุษยชน สร้างงานและรายได้ ส่งเสริมให้ทุกคนมีที่ยืนในสังคมอย่างเท่าเทียม”



