กรณี “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า สามีของ “สส.ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ “รมต.นก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไอเดียร์ได้ชี้แจงต่อพรรคแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ เจ้าตัวพร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการตรวจสอบ และไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาอย่างไร พรรคภูมิใจไทยพร้อมชี้แจงและพร้อมให้ดำเนินการตามกฎหมาย 

เมื่อถามต่อว่า น.ส.สุชาดาเคยเป็นคณะทำงานของนายไชยชนกและมีการตรวจสอบประวัติหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า  ไม่เชื่อว่า สุชาดาจะมีส่วนเกี่ยวข้อง จนกว่าจะเห็นข้อพิสูจน์ทางหลักฐาน เมื่อถามย้ำว่า ในช่วงสมัยแรกที่มีการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ไม่พบว่ามีชื่อ น.ส.สุชาดาเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายไชยชนก ตอบว่า “ไม่มี” และว่า เรื่องพรรคภูมิใจไทยจะตั้งกรรมการสอบหรือไม่ ขอให้รอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานกลางน่าจะมีน้ำหนักเพียงพอ

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์เว็บพนันออนไลน์ ได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดูข้อมูลเบื้องต้นแล้วยังไม่มีใครแจ้งความร้องทุกข์ เว็บไซต์  shuffle.com ที่มีการอ้างถึง (อ้างว่า ไท่หยาง ซาง สามีไอเดียร์ร่วมลงทุน)  เป็นบริษัทการพนันออนไลน์ที่ขออนุญาตไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา ถือว่าอยู่นอกเขตดำเนินการของเรา แต่สิ่งไหนที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายไทย กระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอพร้อมดำเนินการ ประชาชนสามารถร้องต่อดีเอสไอให้ตรวจสอบได้

ไอเดียร์ สุชาดา เจอผู้สื่อข่าวในที่ประชุมพรรค เจ้าตัวขอยังไม่ให้สัมภาษณ์ บอกว่า อีกไม่นานจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด ย้ำว่ารอไม่นาน และไม่บอกว่า จะไปชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมาย วันที่ 7 ต.ค.หรือไม่

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย บิดาของไอเดียร์ กล่าวถึงเรื่องไท่หยางถูกโยงกับสแกมเมอร์ ว่า ตนเองพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง ซึ่งไท่หยางลูกเขยก็จะคุยผ่านทางบุตรสาวเข้ามา เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งรัฐบาลก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ตรวจสอบอยู่แล้ว ก็รอให้หน่วยงานภาครัฐระบุออกมา บุตรสาวก็พร้อมชี้แจง ส่วนที่มีข่าวว่าเป็นการเตะตัดขาไม่ให้ตนเองเป็นรัฐมนตรี คิดว่าไม่จริง แต่ไม่ขอให้ข้อมูลใดๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่

“หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจในการทำหน้าที่ของสมาชิกพรรคประชาชน โดยเฉพาะ นายรังสิมันต์ คงไม่ได้กล่าวหาใครเลื่อนลอยอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการตรวจสอบคนของตัวเอง ที่ “ทนายเก่ง” สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต ถูกกล่าวหาว่า ไปเกี่ยวข้องกับบริษัทนอมินีของต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินในไทย เขาก็สมัครใจเข้าไปชี้แจงเรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบของพรรคประชาชน เราก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่ามีโจทย์ทางการเมืองอะไรแอบแฝงหรือไม่  เราต้องพยายามรักษาสมดุล ไม่ใช่ว่ามีใครร้องเข้ามา แล้วเราต้องปลดคนของเราออกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ เราคงไม่มีอำนาจไปตรวจสอบเส้นเงินอะไรทุกอย่างขนาดนั้น ปัญหาลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่พรรคประชาชน แม้แต่ในเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลเอง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในซีกรัฐบาลเองก็มีเหมือนกัน คำถามที่ควรจะตั้งมากกว่าก็คือ แล้วฝั่งนู้นเขาจัดการกับคนของตัวเองอย่างไรด้วย

เมื่อถามถึงกรณี “อ.ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “บันเทิงธิปไตย” ที่ทำการเมืองเน้นสีสัน เน้นอารมณ์ จนจะลืมอุดมการณ์ที่ต้องขับเคลื่อน หัวหน้าเท้ง กล่าวว่า นายปิยบุตรสามารถแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พรรคได้เต็มที่ เราจะรับมาปรับใช้ในสิ่งที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ นี่เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องสวยงามที่ เรามีความฝันร่วมกันว่าอยากจะสร้างพรรคมวลชนที่สมาชิกพรรคทุกคนเป็นเจ้าของ

เมื่อถามว่ามีคนวิจารณ์ว่า นายปิยบุตรพุ่งเป้ามาที่ “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่านายปิยบุตรไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนใดหนึ่ง  มองว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีคนทำหน้าที่การเมืองที่มีความหลากหลาย ทั้ง น.ส.รักชนก หรือ นายรังสิมันต์ โรม หรือหลายๆ คน อาจจะมีวิธีการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนได้มากกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงว่าการทำการเมืองทุกอย่างจะต้องใช้วิธีการทำงานที่มุ่งเน้นทำคอนเทนต์อย่างเดียว เนื้อหาทางวิชาการก็มีหลายคนที่ทำหน้าที่ต่างๆ เหล่านั้นได้ดี  ทุกคนยึดมั่นและยืนตรงในหลักการของพรรค

จากกรณี สว. 5 คน ยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้สอบสวน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ในเรื่องเปิดเผยสำนวนคดีฮั้ว สว. โดย สว.ที่ร้องมองว่า เป็นการกระทำขัดต่อหลักจริยธรรมและกฎหมาย ที่เปิดเผยความลับในสำนวน พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. ในฐานะ 1 ใน 5 ที่ยื่นให้สอบ ให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือดว่า แม้จะเป็นสิทธิของนายสิทธิโชติที่จะออกไปให้สัมภาษณ์กับสื่อ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น เสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับเสียงข้างมาก

“ปัจจุบันนี้ ผู้รู้หรือกูรูทั้งหลายไม่ทำตัวเป็นกลางเลย ราชบัณฑิตมีไว้ทำอะไร (ราชบัณฑิตเคยจัดเสวนาเรื่องฮั้ว สว.)  มีไว้เพื่อให้ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ใช่ชี้นำว่า ฝ่ายนี้ผิด ฝ่ายนี้ถูก ท่านกล่าวหาเกินเลยถึงขนาดว่าเป็นรัฐประหารเงียบ ท่านพูดได้อย่างไร คำนี้มันแสลงใจ เพราะไม่ใช่หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านเคยทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยในขณะที่ท่านเป็นตุลาการ แต่เวลาท่านออกมาแล้ว ท่านลืมว่าท่านต้องมีจริยธรรมของนักกฎหมาย

บางท่านยังเป็นผู้ที่ร่วมกันออกกฎมาตรฐานทางจริยธรรม ทำไม่คิด ตอนที่ท่านมีหน้าที่ทำไมไม่แก้  พอออกมาแล้วไปว่าคนอื่นไม่ดี จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว ผมอยากจะพูดมานานแล้ว ทำงานฝ่ายนิติบัญญัติถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราเคารพกฎหมายจึงไม่พูด เป็น สส.มีสิทธิมาตรวจสอบ สว.หรือ เพราะคนที่ตรวจสอบ สว.คือองค์กรอิสระ ปัจจุบันท่านเป็นกรรมาธิการก็ก้าวก่ายหน่วยงานของรัฐ จะเรียกใครมาก็ออกเป็นคำสั่งเรียก ท่านก็ใช้กันพร่ำเพรื่อ บางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชน ก็พยายามเอามาเป็นประเด็น”

อีกเรื่องหนึ่ง ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้แจงการบริหารเงินสำรอง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และการจัดสรรทุนให้ภาคีเครือข่ายว่า สสส.และเรื่อง สสส.ไปลงทุนซื้อหุ้นว่า คณะกรรมการกองทุน สสส. มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการลงทุน ซึ่งเป็นการบริหารเงินสำรอง สามารถลงทุนได้แต่ไม่ใช่เพื่อหากำไร คณะกรรมการกองทุน สสส. ชุดปัจจุบัน ต้องการทบทวนความถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายของการลงทุน จึงให้ สสส. ส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ส่วนที่นำไปซื้อหุ้นมีสัดส่วนไม่เกินประมาณ 10-12%  ในระหว่างนี้ สสส. จึงได้นำเงินสำรองทั้งหมดนำไปฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

“การบริหารงบประมาณ สสส. ส่วนใหญ่ 40-50% สนับสนุนกลไกภาครัฐ ส่วนสนับสนุนเอ็นจีโอ ประมาณ 30% และส่วนที่เหลือกระจายไปยังชุมชน กลุ่มประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อย และภาคส่วนอื่น งานสร้างเสริมสุขภาพหลายเรื่องไม่อาจเห็นผลภายในโครงการเดียว หากมีผลลัพธ์และเกิดประโยชน์ต่อสังคม การได้รับทุนต่อก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดเพียงเพราะเป็นผู้รับทุนรายเดิม ทั้งนี้ ขอให้ระบุข้อวิจารณ์ให้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด  

งานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางเรื่องอาจใช้เวลามากกว่า 20 ปี จึงจะสะท้อนเป็นจำนวนผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง การประเมินความสำเร็จจึงไม่อาจดูเฉพาะผลระยะสั้นเพียงอย่างเดียว.