เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงรายงานการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS โดยระบุว่ามีรายการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายรวม 230,204,470.41 บาท พร้อมเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร 3 คณะ เร่งนำเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการใช้เงินสาธารณะ โดยรายการที่ปรากฏในรายงานประกอบด้วย 1.ค่าตอบแทนพิธีกร 125,428,901.61 บาท 2.ค่าตอบแทนแขกรับเชิญ 88,935,568.80 บาท และ 3.ค่าจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก 15,840,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่ารายการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามข้อมูลที่อ้างถึง มิใช่มูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์แล้วทั้งหมด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างเป็นธรรม
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อเนื่อง ได้แก่ 1. การจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่ามีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเพียงรายเดียว 2.การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ โดย สตง. เห็นว่าไม่ปรากฏกฎหมายหรือระเบียบรองรับการเบิกจ่ายอย่างชัดเจน 3.การกำหนดค่าตอบแทนโดยใช้ดุลพินิจเรื่องความมีชื่อเสียง ความเชี่ยวชาญ และความเหมาะสม โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และระบบควบคุมการจ่ายเงิน 4. การจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรภายในองค์กร ซึ่งควรตรวจสอบว่ามีความซ้ำซ้อนกับเงินเดือนหรือหน้าที่ประจำหรือไม่
นายศุภชัย ระบุว่า รายงานของ สตง. มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) และระเบียบการเงินขององค์กร พร้อมเสนอให้แจ้งประธานกรรมการนโยบายดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ แม้ไทยพีบีเอสจะชี้แจงว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการที่มีการออกอากาศจริงและไม่ได้สร้างความเสียหาย แต่นั่นก็ยังเป็นคนละประเด็นกับความชอบด้วยกฎหมายของการเบิกจ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างเป็นธรรมต่อไป
นายศุภชัย ระบุโดยตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อเท็จจริงลักษณะนี้เกิดขึ้นในส่วนราชการที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ผู้อนุมัติหรือผู้เกี่ยวข้องอาจถูกดำเนินการทางวินัย และหากเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย อาจถึงขั้นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง รวมถึงความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาได้ แล้วเหตุใดองค์กรที่ใช้เงินสาธารณะจึงไม่ควรได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดเช่นเดียวกัน
นายศุภชัย ระบุอีกว่า ตนขอเรียกร้องถึงประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 3 คณะ โดยตรง ดังนี้ 1.นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ควรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการจัดจ้าง การเบิกจ่าย และความรับผิดชอบของผู้อนุมัติ 2. น.ส.รักชนก ศรีนอก ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ควรตรวจสอบความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพในการใช้เงินสาธารณะ 3. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ควรตรวจสอบธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของสื่อสาธารณะ โดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ
นายศุภชัย เรียกร้องให้ทั้ง 3 คณะกรรมาธิการพิจารณาบรรจุเรื่องเข้าสู่ระเบียบวาระ ขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง และเชิญผู้บริหารของไทยพีบีเอสรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เพื่อให้ทราบถึงผู้อนุมัติ ความชอบด้วยกฎหมายของการใช้จ่าย และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น อย่าให้ประชาชนต้องสงสัยว่า เหตุใดคณะกรรมาธิการจึงตรวจสอบหน่วยงานอื่นอย่างเข้มข้น แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับรายงาน สตง. เกี่ยวกับการใช้เงินของไทยพีบีเอส ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษบุคคลใดล่วงหน้า แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง และเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณชน
“ขอยืนยันว่าไทยพีบีเอสต้องมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ ไม่ใช่ความเป็นอิสระจากการตรวจสอบ และเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่ข้อยกเว้นจากความรับผิดชอบในการใช้เงินประชาชน สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ แต่เมื่อสื่อใช้เงินสาธารณะ สื่อเองก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบเช่นเดียวกัน อย่าให้เกิดมาตรฐานสองแบบในการตรวจสอบเงินของประชาชน คือเข้มงวดกับส่วนราชการ แต่ผ่อนปรนให้กับองค์กรที่อ้างความเป็นอิสระ เพราะไม่ว่าเงินจะผ่านระบบงบประมาณแผ่นดิน หรือเป็นเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนดให้ส่งตรงแก่องค์กร ต้นทางของเงินก็มาจากประชาชน และต้องตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน” นายศุภชัย ระบุ.



