สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ได้แจ้งต่อฝ่ายยูเครนในการประชุมที่เมืองไมอามี ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ยังไม่มีความพร้อมที่จะเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครน แต่ข้อตกลงที่ประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อาจช่วยรื้อฟื้นการเจรจาแบบสามฝ่ายขึ้นมาใหม่ได้

แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐได้แจ้งต่อยูเครนว่า ข้อตกลงซึ่งรัสเซียจะจัดหาน้ำมันดีเซลมากกว่า 2.25 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดสหรัฐและตลาดโลก อาจช่วยผ่อนท่าทีของรัฐบาลมอสโกได้ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงดังกล่าวส่งสัญญาณว่า ทรัมป์เปิดกว้างที่จะดำเนินการบางอย่างร่วมกับรัสเซีย

ในวันจันทร์ (12 ต.ค.) ทรัมป์ได้ออกมาปกป้องข้อตกลงดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยระบุว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมระบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยลดราคาพลังงานในสหรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาหนักใจทางการเมืองของพรรครีพับลิกันของเขา ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญในวันที่ 3 พ.ย. นี้

คุชเนอร์ยังได้กล่าวในที่ประชุมว่า ทรัมป์ต้องการให้ยูเครนยุติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย โดยย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐได้ร้องขอเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทั้ง 2 ราย ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า การโจมตีของยูเครนส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น แม้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า สงครามในอิหร่านต่างหากที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

ผู้ที่รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าวเปิดเผยว่า ข้อตกลงเรื่องน้ำมันดีเซลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการหารือในวงกว้าง เกี่ยวกับแนวทางที่จะนำยูเครนและรัสเซียกลับมาเจรจากันเพื่อยุติสงคราม และยังระบุอีกว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงประเด็นการรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS