กรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านศูนย์บริการร่วมของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปยังประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568
วันที่ 14 ต.ค. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลเพิ่มเติมในการยื่นคำร้องครั้งนี้ ว่า จุดมุ่งหมายของกฎหมายที่ออกมาเพื่อยุติความขัดเเย้งในประเทศจากเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยเล็งเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นกว่าสิบปี มันสร้างความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองและในหมู่ประชาชนมานาน นายทักษิณก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองอันมีที่มาจากแรงจูงใจทางการเมือง ทำนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาตามที่หาเสียงไว้ นั่นคือวิถีของการเป็นผู้แทนของประชาชน แต่ก็นำไปสู่ความขัดแย้งจนกลายเป็นเหตุผลในการทำรัฐประหารเรื่องนี้เป็นที่ชัดเจน
ส่วนที่มีหลายคนออกมาระบุเชิงคัดค้านหรือกีดกัน ทั้งยกข้อกฎหมายและผลของคดีต่างๆ ว่าไปเข้าข้อยกเว้นทั้งเรื่องคดีทุจริตประพฤติมิชอบ ตนเห็นว่า เป็นสิทธิที่จะแสดงความเห็น เช่นกับสิทธิของนายทักษิณจะยื่นด้วยเช่นกัน แต่ตนมีข้อสังเกตว่าคนที่ค้านเป็นขาประจำที่กระทำความผิดตามกฎหมายและได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.นี้ แต่แสดงออกทำนองว่าไม่อยากให้นายทักษิณได้
และอย่าลืมว่าข้อกล่าวหาที่เป็นผลพวงมาจากการยึดอำนาจทำรัฐประหาร ตั้งข้อหาอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือจะเป็นการแก้กฎหมาย จะให้เหตุผลอะไรเพื่อเอาผิดก็ทำกันมาแล้วทั้งสิ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลของการใช้อำนาจและการตีความ นี่ก็คือสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งใช่หรือไม่ เหมือนทฤษฎีที่นายทักษิณเคยกล่าวเสมอว่า ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้พิษ ซึ่งท่านเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ถ้าไม่ใช่เรื่องการเมืองไม่มีเหตุจูงใจทางการเมืองมันจะมองเป็นอื่นได้อย่างไร
นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวต่อว่า คนที่ออกมาวิจารณ์ หรือกีดกัน ผมก็เห็นว่า ก็เป็นผู้ได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ทั้งนั้นทั้งที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก “ต้นไม้พิษ” แต่ก็ยังอยากได้การนิรโทษกรรม เมื่อตนได้ แต่กลับไม่อยากให้นายทักษิณได้รับนิรโทษกรรม นี่คือการไม่ข้ามพ้นความขัดแย้งตั้งแต่ยังไม่อ้าปากกันเลย
ตนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด จึงขึ้นกับดุลพินิจและการตีความของคณะกรรมการที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ ตนขอให้ใช้หัวใจที่เป็นธรรม ใช้ความเป็นมนุษย์ เพราะมองว่าการจะจำกัดสิทธิบางคน มันก็หวนกลับไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขัดแย้งกันต่อไป
การใช้สิทธิ ไม่ใช่เพราะต้องการนำไปเป็นคุณสมบัติทางการเมือง หรือไปดำรงตำแหน่งใดๆ ท่านอายุมากแล้วอยากใช้ชีวิตปกติ เป็นคนหนึ่งถูกกระทำด้วยการเมืองมาตลอด อยากให้คณะกรรมการทุกคนใช้ดุลพินิจด้วยความตระหนักถึงเหตุการณ์ในอดีตมองไปสู่อนาคต พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยการตีความอย่างกว้าง
“ไม่ควรใช้คำตอบสำเร็จรูป จากถ้อยคำที่เบาบาง มาตัดสิทธิตามกฎหมายของบุคคล เพราะการใช้กฎหมายไม่ควรจะเริ่มและจบด้วยคำเรียกว่า โกงหรือทุจริต ควรช่วยพิจารณาถึงนโยบายที่เป็นผลในทางการเมือง และรัฐประศาสโนบาย ด้วย และควรพิจารณาที่เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ชื่อก็บอกว่า สร้างเสริมสังคมสันติสุข” นายวิญญัติ ระบุ
สำหรับยื่นขอนิรโทษกรรมครั้งนี้ เป็นคดีที่ศาลตัดสินไปเเล้ว ส่วนคดี 112 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เราไม่ได้ยื่นคำร้องไปด้วย.



