สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ว่า ยูเครนอาศัยข้อมูลข่าวกรองจากสหรัฐในการตรวจจับขีปนาวุธเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งรัสเซียใช้โจมตีเมืองต่าง ๆ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลวอชิงตันยังคงแบ่งปันข่าวกรอง แม้เจ้าหน้าที่รัฐยูเครนระบุว่า การโจมตีจากรัสเซียบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

“การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเคยถูกระงับไป แต่ต่อมาได้รับการ ‘ปลดล็อก’ ให้กลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง ซึ่งพวกเรารู้สึกขอบคุณมากสำหรับเรื่องนี้” เซเลนสกี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการอื่น ๆ ของสหรัฐ เช่น การลงนามในข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ จะส่งผลเสียต่อยูเครน และหากสหรัฐจะเข้าข้างรัสเซียอย่างเป็นทางการ หรือทั้งสองประเทศจะหันมาจับมือกัน แน่นอนว่ายูเครนจะไม่สามารถเอาชนะหรือยืดหยัดอยู่ได้

ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างทรัมป์กับเซเลนสกี ทำให้เกิดความกังวลว่าความสัมพันธ์ที่วุ่นวายของผู้นำทั้งสองคน อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมสำหรับรัฐบาลเคียฟ โดยเซเลนสกีกล่าวกับเอ็นบีซีนิวส์ว่า เขาหวังว่าทรัมป์จะยังคงเป็นพันธมิตรของยูเครนต่อไป

“เราอยากจะเชื่อใจเขา และผมหวังว่าเขาจะเปลี่ยนการตัดสินใจ เพราะผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความผิดพลาด และมันจะไม่เป็นผลดีต่อเราและสหรัฐ” เซเลนสกี กล่าวทิ้งท้าย.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS