เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ หรือ พีซีเอ (Permanent Court of Arbitration : PCA) เผยแพร่เอกสารข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ณ ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ พระราชวังสันติภาพ กรุงเฮก ระหว่างวันที่ 14-18 ต.ค. 2569 โดยมีสาระสำคัญว่า ประเทศไทยและกัมพูชาได้บรรลุข้อสรุปชุดมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื้อใจ (Confident-Building Measures : CBMs) เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนการติดต่อสื่อสารและส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการบรรลุมาตรการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันของคู่กรณีในการหารือและหลักนิติธรรม รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการไกล่เกลี่ย ได้ถูกระบุไว้ในภาคผนวกของเอกสารข่าวฉบับนี้

น.ส.แคทรีนา คูเปอร์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่คู่กรณีได้บรรลุผลสำเร็จจากการประชุมเพียง 2 ครั้ง การหารือของเราเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลมีความก้าวหน้าที่สำคัญ และช่วยให้คณะกรรมาธิการฯ เข้าใจประเด็นต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยกำหนดขั้นตอนต่อไปในกระบวนการ ตนยินดีเป็นอย่างยิ่งกับมาตรการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งตนถือว่าเป็นหลักหมุดสำคัญ และเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกของการไกล่เกลี่ยครั้งนี้นับตั้งแต่จัดตั้งคณะกรรมาธิการฯ ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของทั้ง 2 ฝ่าย และความเชื่อมั่นที่คู่กรณีมีต่อกระบวนการนี้
ด้าน นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา กล่าวว่า ในระหว่างการประชุมเชิงบวกหลายครั้ง ณ พระราชวังแห่งสันติภาพในสัปดาห์นี้ และด้วยการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการฯ กัมพูชาและไทยได้ร่วมกันจัดทำชุดมาตรการสร้างความเชื่อมั่นที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน รวมทั้งรักษาบรรยากาศเชิงบวกที่การเจรจาจะสามารถดำเนินคืบหน้าไปได้ และสร้างพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมอย่างร่วมมือกันต่อไป กัมพูชาตั้งตารอที่จะดำเนินงานนี้ต่อไปในการประชุมครั้งหน้า
ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของไทย กล่าวว่า ไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และด้วยความจริงใจกับคณะกรรมาธิการ เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลตามกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อมองไปข้างหน้า เราหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลักดันมาตรการสร้างความเชื่อมั่นอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน
สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะกรรมาธิการฯ และคู่กรณีจะยังดำเนินความร่วมมือในประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะมีการประชุมสมัยต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ ศาลประจำอนุญาโตตุลาการได้เผยแพร่เอกสารมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัมพูชากับไทย ภายใต้กระบวนการประนอมข้อพิพาท ซึ่งจัดทำขึ้น ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2569 โดยเอกสารดังกล่าว ระบุว่า กัมพูชาและไทยต่างยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติมาอย่างยาวนาน ทั้งสองประเทศเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ ค.ศ. 1899 และค.ศ. 1907 โดยประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่าสยาม เป็นหนึ่งในรัฐผู้ลงนามดั้งเดิมของอนุสัญญา ค.ศ.1899 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับใน ค.ศ. 1956 ภายหลังได้รับเอกราชไม่นาน ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นในการระงับข้อพิพาทโดยสันติดังกล่าวยังได้รับการรับรองไว้ในข้อ 2 วรรค 3 และข้อ 33 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนข้อ 279 แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
การเข้าร่วมกระบวนการประนอมข้อพิพาทครั้งนี้เป็นการแสดงออกอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของทั้ง 2 ประเทศต่อการเจรจาและหลักนิติธรรม ตลอดจนเป็นแบบอย่างแก่ประชาคมระหว่างประเทศ คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทชื่นชมทั้งสองฝ่ายที่เข้าร่วมกระบวนการนี้ด้วยความจริงจังและสุจริตใจ
ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะสานต่อความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น โดยมุ่งเสริมสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน รักษาบรรยากาศเชิงบวกที่เอื้อต่อความก้าวหน้าของการเจรจา และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรการดังนี้
1.ความมุ่งมั่นต่อกระบวนการประนอมข้อพิพาท ทั้ง 2 ฝ่ายให้คำมั่นที่จะเข้าร่วมกระบวนการประนอมข้อพิพาทอย่างสร้างสรรค์ และด้วยความช่วยเหลือจากคณะกรรมการประนอมข้อพิพาท ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการเพื่อให้สามารถตกลงกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลถาวรระหว่างกัน ตามข้อ 15 ข้อ 74 และข้อ 83 แห่ง UNCLOS โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การจัดทำสนธิสัญญาทวิภาคีว่าด้วยการกำหนดเขตแดนทางทะเล
2.การสื่อสารเชิงบวกและสร้างสรรค์ ทั้ง 2 ฝ่ายจะดำเนินการแถลงต่อสาธารณะเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมุ่งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารือและความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะใช้การแถลงดังกล่าวเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันต่ออีกฝ่ายหนึ่งหรือปิดกั้นทางเลือกในการแก้ไขข้อพิพาท และทั้ง 2 ฝ่ายให้คำมั่นที่จะออกถ้อยแถลงต่อสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการประนอมข้อพิพาทในเชิงบวกและสร้างสรรค์ โดยให้สอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ที่ออกโดยศาลประจำอนุญาโตตุลาการ และคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล ตลอดจนการรักษาความลับของกระบวนการประนอมข้อพิพาท นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะระมัดระวังไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และข้อมูลที่บิดเบือนโดยเจตนาซึ่งอาจบั่นทอนกระบวนการประนอมข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารต่อสาธารณะผ่านช่องทางทางการ หรือช่องทางส่วนบุคคล รวมถึงสื่อภายในประเทศและสื่อสังคมออนไลน์ ขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับว่าแต่ละฝ่ายมีสิทธิออกถ้อยแถลงเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน หรือเพื่อแก้ไขข้อมูลข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนหรือถูกบิดเบือนโดยเจตนา อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการบรรลุข้อตกลง ทั้งสองฝ่ายจะใช้ความยับยั้งชั่งใจในการสื่อสารและการแถลงต่อสาธารณะที่อาจก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบในหมู่ประชาชน หรือทำให้ความตึงเครียดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้น
3.การไม่กระทำการที่ทำให้ข้อพิพาททวีความรุนแรงขึ้นหรือขยายขอบเขต ทั้ง 2 ฝ่ายจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อ 10 วรรค 3 แห่งกฎว่าด้วยวิธีพิจารณาของกระบวนการประนอมข้อพิพาทอย่างเต็มที่ โดยจะละเว้นจากการใช้มาตรการใดๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาททวีความรุนแรงขึ้นหรือขยายขอบเขต รวมทั้งมาตรการที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการประนอมข้อพิพาท และทั้ง 2 ฝ่ายให้คำมั่นที่จะรักษาสถานะที่เป็นอยู่เดิมในพื้นที่ทางทะเลซึ่งเป็นประเด็นแห่งกระบวนการประนอมข้อพิพาท โดยจะละเว้นจากการกระทำใดๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ หรือเพิ่มความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย
4.การดำเนินความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคี คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทตั้งข้อสังเกตว่าความเข้าใจร่วมกันและมาตรการต่างๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างครบถ้วน คณะกรรมการฯ จึงสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินการตามข้อผูกพันที่ให้ไว้ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ภายใต้กระบวนการประนอมข้อพิพาท คณะกรรมการประนอมข้อพิพาทสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตระดับสูงไปประจำ ณ เมืองหลวงของอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ คณะกรรมการประนอมฯ ยังสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วมการหารือเกี่ยวกับประเด็นทางเทคนิคของการกำหนดเขตแดนทางทะเลอย่างสร้างสรรค์และเปิดกว้าง ภายใต้คณะทำงานที่ดำเนินการภายใต้การอุปถัมภ์ของคณะกรรมการประนอมข้อพิพาท และเมื่อพิจารณาถึงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประนอมข้อพิพาทข้างต้น ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะดำเนินการหรือใช้มาตรการต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน ตลอดจนมาตรการที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
5.ช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่าง 2 ประเทศ ทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้ช่องทางการติดต่อสื่อสารที่มีอยู่ และช่องทางการติดต่อกันระหว่างผู้บัญชาการกองทัพเรือของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลได้อย่างทันท่วงทีและดำเนินการจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อกระบวนการประนอมข้อพิพาท
6.การดำเนินการตามมาตรการสร้างความเชื่อมั่น คณะกรรมการประนอมฯ รับทราบว่าการดำเนินการตามมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเหล่านี้อย่างครบถ้วนจะเกิดขึ้นตลอดช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยพิจารณาจากความก้าวหน้าของกระบวนการประนอมฯ ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะรายงานต่อคณะกรรมการประนอมฯ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการตามมาตรการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว และแจ้งให้คณะกรรมการฯ รับทราบถึงปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการ ทั้งนี้ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถนำประเด็นปัญหาดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการประนอมฯ เป็นการลับได้ โดยคณะกรรมการจะพิจารณาประเด็นที่ได้รับแจ้งและเสนอแนะแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมแก่ทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป.
https://docs.pca-cpa.org/2026/10/bdec7e9f-2026-35-confidence-building-measures.pdf




