สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ว่า ทางการกรุงฮานอยเริ่มโครงการตัดแต่งต้นพญาสัตบรรณ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “ฮวา เสือ” ( Hoa Sua ) จำนวนหลายร้อยต้นทั่วเมือง พร้อมพิจารณาย้ายต้นไม้บางส่วนออกจากพื้นที่ หลังกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้ชนิดนี้สร้างความรำคาญให้กับประชาชนจำนวนหนึ่ง


ต้นพญาสัตบรรณเป็นไม้ยืนต้นที่พบได้ในหลายพื้นที่ของเอเชีย มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Blackboard tree” และ “Devil’s tree” สามารถเติบโตได้สูงถึง 60 เมตร ชื่อภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการนำเนื้อไม้ไปใช้ทำอุปกรณ์การเรียนในอดีต เช่น กระดานดำ ขณะที่ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Alstonia scholaris


ต้นพญาสัตบรรณเริ่มปลูกเรียงรายตามถนนสายสำคัญของกรุงฮานอยตั้งแต่สมัยเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนขยายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเมือง ปัจจุบันข้อมูลของรัฐบาลท้องถิ่นระบุว่า กรุงฮานอยมีต้นไม้ชนิดนี้อยู่ประมาณ 14,400 ต้น


เมื่อเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ ดอกสีขาวอมเขียวของต้นพญาสัตบรรณจะส่งกลิ่นหอมหวานที่ค่อนข้างฉุน โดยกลิ่นจะเด่นชัดที่สุดในช่วงเดือนก.ย. และ ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มมาเยือนกรุงฮานอย กลิ่นดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและวิถีชีวิตของชาวเมืองมายาวนาน ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบทเพลงยอดนิยมและบทกวีหลายชิ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม ชาวกรุงฮานอยจำนวนไม่น้อยจากประชากรเกือบ 9 ล้านคน มองว่ากลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้รุนแรงเกินไป จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน


หลังเผชิญเสียงร้องเรียนมาหลายปี และเคยใช้มาตรการแก้ไขในวงจำกัดมาก่อน ทางการท้องถิ่นได้เปิดปฏิบัติการตัดแต่งต้นพญาสัตบรรณครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยดำเนินการตัดดอกไม้จากต้นไม้ประมาณ 7% ของจำนวนทั้งหมดในกรุงฮานอย


นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีแผนย้ายต้นไม้บางส่วนออกจากถนนที่มีต้นพญาสัตบรรณขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงฮานอยกำลังดำเนินโครงการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่หลายโครงการ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของเมืองอย่างรวดเร็ว ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเดินหน้าผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง


อย่างไรก็ตาม การตัดแต่งและย้ายต้นไม้ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน น.ส.เหวียน ทู จาง ชาวกรุงฮานอยวัย 37 ปี อาศัยอยู่บนถนนเหวียนซู ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมือง และมีต้นพญาสัตบรรณเรียงราย กล่าวว่า เธอชื่นชอบกลิ่นของต้นไม้ชนิดนี้อย่างมาก และยิ่งกลิ่นหอมเข้มข้นเท่าใด เธอก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบมากขึ้นเท่านั้น


จางกล่าวว่า ครอบครัวของเธออาศัยอยู่บนถนนสายนี้มานานกว่า 30 ปี และทุกคนต่างผูกพันกับกลิ่นดอกพญาสัตบรรณ เธอจึงรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นทางการเริ่มตัดแต่งต้นไม้


ด้านผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กล่าวว่า กลิ่นจากต้นพญาสัตบรรณไม่ได้เป็นพิษต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรจำกัดความหนาแน่นของต้นไม้ชนิดนี้ ในพื้นที่ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เนื่องจากละอองเกสรของพืช เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในบางคนได้


ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง แม้เรื่องสุขภาพของประชาชนจะไม่ค่อยได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญต้น ๆ ของความกังวลในชีวิตประจำวันของชาวเวียดนามก็ตาม


ในทางตรงกันข้าม ปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งมักทำให้กรุงฮานอยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงฤดูหนาว กลับได้รับความสนใจจากสาธารณชนน้อยกว่า ทั้งที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง


ความขัดแย้งเกี่ยวกับต้นพญาสัตบรรณจึงสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทาย ของการบริหารจัดการเมืองที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์ทางธรรมชาติและความทรงจำร่วมของคนในท้องถิ่น กับการตอบสนองต่อความต้องการ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS