สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ต.ค.69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย กองกิจการอำนวยความยุติธรรม และกองคดีความมั่นคง สนธิกำลังร่วมหน่วยงานภาคี อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน สำนักงาน ปปง. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดปฏิบัติการยุทธรัฐ นำหมายค้นศาลตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร คือ 1.มูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย (Chabad House) Bangkok, Thailand อาคารเลขที่ 18 ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 2.อาคาร ITF Silom Palace (ไอทีเอฟ สีลม พาเลส) ชั้น 17 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 3.ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย เพื่อแกะรอยเครือข่ายต่างชาติ ขยายผลถึงต้นตอ ปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ ภายใต้เรื่องสืบสวนที่ 104/2569 ตรวจสอบกรณีบุคคลต่างด้าวอาจใช้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทย ซึ่งอาจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญหรือมีพฤติการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. คณะพนักงานสืบสวน (DSI) รายงานผลการขยายผลตรวจสอบจากปฏิบัติการยุทธรัฐ กรณีบุคคลต่างด้าวอาจใช้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทย ซึ่งอาจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญหรือมีพฤติการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการแปลงสัญชาติไทย แต่ยังใช้หนังสือเดินทางของประเทศเดิม เดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง ทั้งนี้ ตามกฏหมายว่าด้วยสัญชาติ กำหนดให้ผู้ที่ถือสัญชาติอื่นและมีการแปลงเป็นสัญชาติไทยจะต้องมีการสละสัญชาติเดิม ดังนั้น การเดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางตามสัญชาติเดิมจึงไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย และอาจเข้าข่ายเหตุแห่งการถอนสัญชาติไทยได้ ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นเหตุให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เห็นควรส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ ทั้งนี้ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้ส่งมอบเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center เพื่อพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติต่อไป
อนึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เป็นธรรม และโปร่งใส พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยมิชอบ รวมถึงตรวจสอบการได้มาและพฤติการณ์ภายหลังได้รับสัญชาติไทยให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความมั่นคงของประเทศ.



