เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ชาวบ้านในหมู่บ้านทุกครัวเรือนจะไปวัดฟังธรรมและจุดฝ้ายสืบชะตาตัวเอง ในอดีตเส้นด้ายดิบจะถูกนำมาวัดวาตามความยาวของแขนที่กางออกทั้งสองข้าง ก่อนจะนำมาวัดที่ศีรษะแล้วเด็ดออกตามความยาวที่ต้องการ จากนั้นจึงนำด้ายมาต่อกัน ตามความชื่อผู้เฒ่าผู้แก่ว่าเป็นการต่อชะตาให้กับตัวเอง ด้ายที่เหลือจากวัดวาแล้วจะนำมาฟั่นให้เป็นรูปตีนกาชุบน้ำมันมะพร้าวใส่ถ้วยดินเผาแบบที่เรียกว่า “ผางประทีป” นำไปจุดที่วัดตามความเชื่อที่ว่า แสงไฟจากตีนกานี้เป็นการบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
เหตุที่ต้องฟันด้ายดิบเป็นรูปตีนกานั้น มีตำนานเล่าขานจากผู้เฒ่าผู้แก่สีบทอดต่อกันมาว่าในอดีตกาลมีสามเณรน้อยผู้ชอบเที่ยวซุกชนอยู่รูปหนึ่ง มีนิสัยที่ชอบล่าสัตว์ ยิงนก ตกปลาเป็นประจำ วันหนึ่งเณรน้อยได้ยิงไก่ วัว เต่า และพญานาค ตาย จึงเกิดสำนึกในบาปที่ตนได้กระทำมาตลอด จึงได้อธิษฐานกับพวกไก่ วัว เต่า และพญานาค ว่าถ้าได้เกิดมาในชาติหน้าขอให้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน
ณ ริมฝั่ง แม่น้ำคงคา มีต้นไทรอยู่ต้นหนึ่งเป็นที่อาศัยของกาเผือกสองตัวผัวเมีย ซึ่งได้ออกไข่มา 5 ฟอง อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กาเผือกสองตัวผัวเมียออกเที่ยวหาอาหารอยู่นั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีลมพัดแรง ได้พัดเอาไข่ 5 ฟอง ตกลงในแม่น้ำ แต่ไข่นั้นหาจมน้ำไม่ กลับลอยไปติดชายหาดแห่งหนึ่ง และไข่ทั้ง 5 ฟอง ก็แตกออกมาเป็นเด็กทารก 5 คน คือ เณรน้อย ไก่ เต่า วัว และพญานาคที่มาเกิดนั้นเอง ทารกทั้ง 5 คน ก็พากันตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าตนทั้ง 5 เป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ก็ขอให้มีโอกาสพบพ่อแม่ด้วยเถิด


กาเผือกสองตัวผัวเมีย เมื่อตายลงไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์จึงมาเข้าฝันทารกทั้ง 5 คน ว่า “หากเจ้าทั้ง 5 คน อยากเห็นหน้าและระลึกถึงพ่อแม่ ก็จงฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา แล้วลอยแม่น้ำคงคาไป” ต่อมาทารกทั้ง 5 คน ก็ได้สำเร็จอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ด้วยเหตุนี้การลอยกระทงสายทุกครั้ง จึงมีการฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา เพื่อ บูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ซึ่งเป็นงานประเพณีการลอยกระทงสายของจังหวัดตากไหลประทีป 1000 ดวง สืบมาจนทุกวัน
การลอยกระทงแบบที่เห็นในปัจจุบันนั้น จะเกิดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 หลังการประกอบพิธีกรรม ณ บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถี ประกอบด้วยการสวดบริกรรมคาถาบูชาเจดีย์และการประดับประทีปรอบเจดีย์ พระสงฆ์จะนำกล่าวขอขมาบูชาพระแม่คงคา เมื่อพระสงฆ์ลอยกระทงผ้าป่านำแล้ว ก็จะมีพระสงฆ์รูปอื่น ๆ ลอยกาบกล้วยใส่ธูปขี้ผึ้ง และตามด้วยกาบกล้วยของชาวบ้าน ภาพความสวยงามของกระทงที่ลอยตามกันเป็นแถวเป็นแนวนั้น ว่ากันว่าประทับใจนายอำเภอบ้านตากที่พายเรือออกตรวจราชการแล้วผ่านมาเห็น จึงสนับสนุนให้จัดประเพณีตามประทีปเป็นประจำทุกปี
อีกตำนานเล่าต่อ ๆ กันว่า ชาวบ้านลงเรือออกไปหาปลาในแม่น้ำปิงช่วงวันเดือนเพ็ญ เมื่อคิดถึงบ้านจึงนำกะลาลอยอาหารผ่านสายน้ำปิงหวังว่าจะไปถึงคนที่บ้านซึ่งอยู่ท้ายน้ำ เพื่อแสดงการคารวะแม่น้ำปิงที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและนำพาความคิดถึงไปสู่คนทางบ้าน ต่อมามีการพัฒนาการทำกระทงสาย โดยใช้กะลาบรรจุน้ำมันเทียน ลอยในแม่น้ำปิง เพื่อรำลึกและทดแทนพระคุณแม่น้ำปิงจนกลายเป็นกระทงสาย และมีการทอดผ้าป่าน้ำ คล้าย ๆ การบังสุกุลกรวดน้ำ อุทิศบุญกุศล ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ สืบทอดมาเกือบร้อยปี


จากกระทงกาบกล้วยในอดีตมาสู่ “กะลามะพร้าว” อีกหนึ่งความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนตาก เพราะชาวเมืองตากมีของว่างพื้นถิ่นอย่าง “เมี่ยง” ที่นำเอามะพร้าวมาแปรรูป เป็นอาหารว่างที่มักรับประทานเป็นประจำหลังอาหาร ไส้เมี่ยงที่ประกอบด้วยมะพร้าว ถั่วลิสง ทานแกล้มกับใบเมี่ยงหมัก เป็นเมนูของว่างที่มักทำรับประทานกันภายในครัวเรือน ก่อนที่เมนูพื้นเมืองนี้จะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจากภาคเหนือ ไปสู่นักท่องเที่ยวต่างถิ่น และเป็นหนึ่งในของฝากจากเมืองตากที่ต้องซื้อ
เมื่อเมี่ยงขยับเป็นเมนูยอดนิยม แน่นอนว่าวัตถุดิบอย่างมะพร้าวก็ต้องเพิ่มจำนวนตาม หลังจากขูดเอาเฉพาะเนื้อมะพร้าวมาทำไส้แล้ว กะลามะพร้าวจะถูกทิ้งไว้ในบริเวณบ้านเป็นจำนวนมากไม่มีการนำเอามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ด้วยคุณสมบัติที่สามารถลอยน้ำได้ของกะลา จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีสำคัญของจังหวัด
เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ราวเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ชาวบ้านทดลองนำกะลาด้านที่ไม่มีรูมาทำเป็นกระทง โดยขัดถูกะลาจนสะอาดแล้วตกแต่งลวดลายให้สวยงาม ภายในกะลาใส่ด้ายดิบที่ฟั่นเป็นรูป “ตีนกา” แล้วหล่อ เทียนขี้ผึ้ง ซึ่งนำมาจากเทียนจำนำพรรษาที่พระสงฆ์จุดเพื่อทำพิธีสวดมนต์ในโบสถ์วิหารตลอดสามเดือน หลังจากออกพรรษาชาวบ้านจะนำเทียนขี้ผึ้งเหล่านั้นมาหล่อใส่ในกะลา ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้นำไปลอย ก่อนที่จะปล่อยลงลอยในแม่น้ำปิง


แม่น้ำปิงช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดตากจะเกิดสันทรายใต้น้ำ ทำให้เกิดเป็นร่องน้ำที่สวยงามเป็นธรรมชาติ เมื่อนำกระทงกะลาลงลอย กระทงกะลาจะไหลไปตามร่องน้ำนั้น ทำให้ดูเป็นสายอย่างต่อเนื่องจนสุดสายตา ไฟในกะลาจะส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องน้ำ
แรกเริ่มเดิมทีการนำเอากระทงกะลามาลอยเป็นสาย เป็นเพียงการสาธิตการลอยเท่านั้น ต่อมามีการพัฒนาการลอยกระทงเป็นสายมาเป็นการแข่งขันกันอย่างยิ่งใหญ่ในปี พ.ศ. 2540 จนมาสู่ “งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง” ที่มีรูปแบบโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาวจังหวัดตาก ทั้งยังภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันเป็นประจำทุกปี
การแข่งขันการลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง ประกอบด้วย “กระทงนำ” หรือ “กระทงประธาน” หรือ “กระทงทาน” กระทงขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.50-2.50 เมตร ประดิษฐ์ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยใบตอง ดอกไม้สดที่เย็บเป็นรูปแบบต่าง ๆ แล้วจึงนำมาประกอบเป็นรูปกระทง ภายในกระทงต้องมีผ้าสบง เครื่องกระยาบวช หมากพลู ขนม สตางค์ รูปเทียน ฯลฯ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ได้ประยุกต์มาจากแพผ้าป่าน้ำในสมัยโบราณ


“กระทงกะลา” ใช้กะลามะพร้าวจำนวน 1,000 ใบ นำมาขัดถูให้สะอาด ทั้งภายในและภายนอก ตกแต่งลวดลายอย่างสวยงาม ภายในกะลาใส่ด้ายดิบ ที่ฟั่นเป็นรูปตีนกา แล้วหล่อด้วยเทียนขี้ผึ้งซึ่งนำมาจากเทียนจำนำพรรษา ชาวบ้านจะนำเทียนเหล่านั้นมาหลอมละลายด้วยความร้อนกล่อลงในกะลา ที่มีด้ายรูปตีนกาสำหรับเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟก่อนที่จะปล่อยลงลอย
และ “กระทงปิดท้าย” มีลักษณะคล้ายกระทงนำแต่มีขนาดเล็กกว่า ประดิษฐ์ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยใบตองและดอกไม้สด ลอยปิดท้ายหลังจากลอยกระทงกะลาครบ 1,000 ใบ พร้อมทั้งมีสัญลักษณ์ให้ทราบว่าได้สิ้นสุดการลอยของสายกระทงนั้นแล้ว
ในขณะที่ทำการลอยกระทงสายอยู่นั้นจะมีกองเชียร์ร่วม ร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานครื้นเครง เป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ทำการลอย เพลงที่นำมาร้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับประเพณีไทยหรือวิถีชีวิตของชุมชน ดนตรีที่นำมาบรรเลงต้องใช้เครื่องดนตรีไทยทั้งหมดและจะต้องใช้กะลาเป็นส่วนประกอบของการแสดงอย่างน้อย 1 ชุด ซึ่งการแสดงทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
ประเพณีลอยกระทงสายจึงเป็นความภาคภูมิใจของคนจังหวัดตาก ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีเดียวในประเทศไทย หรือแห่งเดียวในโลก “งานประเพฯลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง จังหวัดตาก” จัดขึ้นระหว่าง 21-24 พฤศจิกายน 2569 ณ ริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สอบถามเพิ่มเติม สำนักงานเทศบาลเมืองตาก โทร.055 518 888 Facebook : สำนักงานเทศบาลเมืองตาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก โทร. 055 514 341 Facebook : ททท.สำนักงานตาก : TAT Tak Office



