ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้จับมือกับหน่วยงานภาครัฐ สมาคม และภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจกาแฟ ได้จัด ‘การประกวดสุดยอดกาแฟไทย ประจำปี 2569 (Thai Coffee Excellence 2026)’ ขึ้น ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมวิชาการเกษตร เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ผลิตกาแฟคุณภาพพรีเมียมจากทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมกาแฟไทยทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก มี ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และน.ส.กาญจนา ทองนะ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน เปิดงานฯ โดยมีเกษตรกรส่งเมล็ดกาแฟเข้าประกวดรวม 237 ตัวอย่าง

ทั้งนี้ ผลการประกวดฯ มีเกษตรกรได้รับรางวัลชนะเลิศในประเภทต่างๆ ได้แก่ 1. การประกวดแปลงกาแฟเพื่อความยั่งยืนตามหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟู (GAP & Regenerative): รางวัลชนะเลิศ แปลงกาแฟอะราบิกา: นายอานนท์ พวงเสน หมู่บ้านปางบง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ รางวัลชนะเลิศ แปลงกาแฟโรบัสตา: นายเฉลิม ยืนยง หมู่บ้านวังเพนียด ต.เกตรี อ.เมืองสตูล จ.สตูล
2. การประกวดเมล็ดกาแฟ (Thailand Best Coffee Beans 2026) โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภทกาแฟอะราบิกา: รางวัลชนะเลิศ กระบวนการแปรรูปโดยวิธีแห้ง (Dry / Natural Process): นายอภิสนันท์ โชติอัครวงศ์ หมู่บ้านมณีพฤกษ์ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน – 89.03 คะแนน รางวัลชนะเลิศ กระบวนการแปรรูปแบบเปียก (Wet Process / Washed Process): นางสาวปรมาภรณ์ วงค์กองแก้ว หมู่บ้านมณีพฤกษ์ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน – 90.60 คะแนน รางวัลชนะเลิศ กระบวนการแปรรูปแบบกึ่งเปียก (Semi-Washed / Honey Process): นายสรพงษ์ จิรนันทนุกุล หมู่บ้านมณีพฤกษ์ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน – 90.30 คะแนน 2) ประเภทกาแฟโรบัสตา (ไม่แยกกระบวนการแปรรูป): รางวัลชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนภูตะวันโรบัสตา โดย นายฤทธิชัย อ้นชู หมู่บ้านถ้ำรอบ ต.เขาเขน อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ – 87.88 คะแนน

ดร.พงศ์ไท เปิดเผยว่า การประกวดสุดยอดกาแฟไทยดังกล่าว มุ่งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกพืชเดิมที่มีผลตอบแทนต่ำ หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นการปลูกกาแฟคุณภาพสูง โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘การปลูกกาแฟไทยเพื่อความยั่งยืนสู่มาตรฐานสากล (Green Coffee & Gold Quality)’ เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการปลูกกาแฟร่วมกับพื้นที่ป่า (Agroforestry) เพิ่มพื้นที่สีเขียว และผลักดันมาตรการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn / GAP & Regenerative) เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและ PM2.5 ซึ่งการประกวดในปีนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอัตลักษณ์กาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลแล้ว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับโรงคั่ว ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคโดยตรง กาแฟไทยไม่ได้มีดีแค่เรื่องรสชาติระดับพรีเมียม (Gold Quality) เท่านั้น แต่ยังเป็นกาแฟรักษ์โลก (Green Coffee) ที่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคยุคใหม่ ซึ่งช่วยเปิดประตูความสำเร็จและสร้างโอกาสการแข่งขันให้แก่กาแฟไทยในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
ด้าน น.ส.กาญจนา เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรมุ่งหวังให้เวทีการประกวดนี้ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตกาแฟผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ และการจัดทำ E-Book เผยแพร่ประวัติและผลงานของผู้ได้รับรางวัล เพื่อต่อยอดความสำเร็จของกาแฟไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป






