เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ศาลาเอนกประสงค์วัดเขาสมอแคลง ตำบลเขาสมอแคลง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นไปอย่างคึกคักเป็นไปอย่างคึกคักชาวบ้านชุมชนวัดเขาสมอแคลงร่วมกับทหารจากกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 4 ค่ายบรมไตรโลกนาถ ช่วยกันห่อข้าวต้มลูกโยนทรงตลับเพชร เพื่อเตรียมนำไปถวายพระสงฆ์ในพิธีตักบาตรเทโวโรหณะ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงหลังวันออกพรรษา เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ตามพุทธประวัติที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ความพิเศษของข้าวต้มลูกโยนบ้านเขาสมอแคลง คือรูปทรงคล้ายตลับเพชรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากข้าวต้มลูกโยนที่พบในพื้นที่อื่น จนกลายเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวบ้านภาคภูมิใจ และต้องการอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่ชุมชนสืบไป ซึ่งในปีนี้ทางคณะกรรมการวัด ยังได้จัดทำข้าวต้มลูกโยนตลับเพชร บริการจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจในราคาลูกละ 5 บาท เพื่อนำรายได้ไปบูรณะวัดอีกด้วย

นายสมพงษ์ จิตสี อายุ 44 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านเขาสมอแคลง เปิดเผยว่า ข้าวต้มลูกโยนทรงตลับเพชรเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานานกว่า 120 ปี โดยข้อมูลจากคำบอกเล่าของคุณยายชม้อยและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ระบุว่าเป็นวิธีการทำที่ถ่ายทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และมีเรื่องเล่าสืบย้อนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

ด้วยความที่ข้าวต้มลูกโยนรูปแบบนี้มีความโดดเด่นและอาจเลือนหายไปตามกาลเวลา จึงเกิดแนวคิดที่จะนำภูมิปัญญาของชุมชนออกมาเผยแพร่ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก โดยตั้งแต่ปี 2549 ได้มีการนำไปถ่ายทอดให้เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาสมอแคลงเรียนรู้ขั้นตอนการทำ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น

สำหรับปีนี้ ชาวบ้านยังคงสืบสานการนำข้าวต้มลูกโยนทรงตลับเพชรเข้าร่วมขบวนประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะของวัดพระพุทธบาทเขาสมอแคลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ซึ่งภายในงานมีขบวนจำลองเหตุการณ์พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากบันไดบริเวณพระพุทธบาทเขาสมอแคลง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก

นายสมพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมทำบุญในประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ พร้อมสัมผัสความงดงามของข้าวต้มลูกโยนทรงตลับเพชร ซึ่งไม่เพียงเป็นอาหารสำหรับทำบุญ แต่ยังสะท้อนถึงความศรัทธา ความสามัคคี และภูมิปัญญาที่คนในชุมชนร่วมกันรักษาไว้

ข้าวต้มลูกโยนทรงตลับเพชรจึงไม่ใช่เพียงของดีประจำหมู่บ้าน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเรื่องราวของคนรุ่นก่อน และเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของเมืองสองแควที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง