เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ “เดลินิวส์” ถึงกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “Godd Dam” เผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่ามีบุคคลโอนเงินสินบนหรือค่าน้ำชา จำนวน 7 ล้านบาท เข้าบัญชีเงินฝากของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เมื่อปี 2566 สมัยที่นายอนุทิน เป็นรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ว่า ถือเป็นการจ้องดิสเครดิตทางการเมือง โดยผู้ที่เผยแพร่ออกมาช่วงนี้มีเจตนาที่ต้องการถาโถมและผสมโรงเข้ากับกรณีที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะเดียวกัน การที่คนเอาข้อมูลแบบนี้ออกมาและสร้างความเสียหายแก่นายกรัฐมนตรีหรือใครก็ตามที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ตนคิดว่าต้องออกมาพร้อมกับความรับผิดชอบของเขา อีกทั้ง ถ้าถูกตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องเท็จ โกหก และทำให้คนอื่นเขาเสียหาย ก็ต้องมีการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการดังกล่าว ให้เป็นตัวอย่าง
“คนที่อยู่ในการเมืองหรือในรัฐบาล เรายินดีที่จะให้มีการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นต้องยืนอยู่บนฐานของความสุจริตด้วย ไม่ใช่คุณไปจ้องบอกโจมตีว่าคนอื่นทุจริต แต่วิธีการที่คุณทำเนี่ยทุจริตยิ่งกว่าอีก แบบนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรทำการเมืองแบบนี้ การเอาข้อมูลที่เป็นเท็จออกมาแล้วทำให้คนอื่นเขาเสียหาย มันไม่ใช่การตรวจสอบที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตแล้ว” นายกรวีร์ กล่าว
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต้องเร่งตรวจสอบเรื่องนี้และหาข้อเท็จจริงให้ได้ แล้วนำมาชี้แจงต่อสังคมให้เร็วที่สุด เพราะถ้าคนที่นำมาข้อมูลที่เป็นเท็จออกมาเผยแพร่แล้วทำให้คนอื่นเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตนคิดว่าควรต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่าคนที่กระทำการแบบนั้น ได้รับโทษหรือผลของมันคืออะไร มิฉะนั้นจะเกิดการทำเลียนแบบขึ้นอีก วันดีคืนดีมันอาจเกิดกับใครก็ได้ อาจเป็นผู้นำฝ่ายค้าน หรืออาจเป็น สส. หรือใครสักคนหนึ่งที่โดนเรื่องนี้ก็ได้ ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถูกกระทำ ตนคิดว่ามันไม่เป็นผลดีกับใคร
เมื่อถามว่ามี สส. บางพรรคนำโพสต์ดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อด้วย นายกรวีร์ กล่าวว่า กระบวนการในการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมาพร้อมกับสติ และยืนอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต หรือควรจะยืนอยู่บนสมมุติฐานว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่ใช่ปักธงเชื่อทันทีว่ามีการทำทุจริต และการตรวจสอบควรมีมาตรฐานที่มากกว่านี้
“ถ้าเป็นผม ผมต้องนึกเอ๊ะก่อนแล้วว่ามันเป็นไปได้หรือ ทั้งเรื่องการโอนผ่านสลิปที่มีหลักฐานชัดเจนแบบนี้ หรือควรจะยืนอยู่บนสมมติฐานว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือ หรือถ้าเขาโอนจริง มันเป็นเรื่องอื่นที่มีธุรกรรมที่ถูกต้องหรือเปล่า ไม่ใช่ปักธงแล้วเชื่อไปเลยว่ามันเป็นเรื่องของการทำทุจริต และผมคิดว่าการตรวจสอบควรที่จะมีมาตรฐานที่มากกว่านี้” นายกรวีร์ กล่าว



