เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.ตรัง เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 ต.ค. 69 หลังเกิดฝนตกหนักทำให้น้ำระบายไม่ทัน ไหลเอ่อเข้าท่วมผิวถนนบริเวณหัวสะพานท้ายทุ่ง หรือท๋อง ถนนวิเศษกุล ต.ทับเที่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง โดยเป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ข้ามคลองเจ็ด นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน หลังจากเกิดเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 69 ตรงบริเวณจุดนี้ และจุดที่ 2 ตรงสี่แยกหัวสะพานวังยาว ถนนรัษฎา กระทั่งวันนี้ได้เกิดน้ำท่วมซ้ำกลายเป็นอ่างน้ำวนกลางถนนใจกลางเมืองบริเวณหัวสะพานท้ายทุ่ง มวลน้ำไหลระบายไม่ทันจนมวลน้ำผุดดันขึ้นมาทางตะแกรงบนผิวถนน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ออกไปในวงกว้าง หลังจากนายแพทย์รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง และเจ้าหน้าที่เทศบาล ลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วม

ทั้งนี้ ชาวเน็ตออกมาวิจารณ์ ว่า วันนี้ 28 ต.ค. 2569 บ่ายกว่า ๆ ฝนตกน้ำท่วมซ้ำอีก นี่คือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน หรือแค่ลงพื้นที่ให้ประชาชนสบายใจชั่วคราว ถ้าลงพื้นที่แล้วปัญหายังเกิดซ้ำคำถามคือ แก้ตรงจุดแล้วหรือยัง มีแผนระยะยาวหรือไม่? และประชาชนต้องเผชิญภาพเดิมอีกกี่ครั้ง คนตรังต้องการ “ทางแก้น้ำท่วม” ไม่ใช่แค่ “ยาหอมแก้ปวด” ถึงเวลาพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ภาพลงพื้นที่ แต่ชาวบ้านต้องการคำตอบ


ต่อมา นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รอง ผวจ.ตรัง พร้อมด้วยรักษาการหัวหน้า ปภ.ตรัง และเจ้าหน้าที่จากโครงการชลประทานตรัง ร่วมลงพื้นที่ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่เทศบาลนครตรัง และพื้นที่จุดเสี่ยงของ จ.ตรัง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณฝนและป้องกันปัญหาอุทกภัย ซึ่งคณะได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ พื้นที่เขตเทศบาลนครตรัง ตรวจสอบปริมาณน้ำและสภาพการไหลของน้ำในคลองระบายน้ำต่างๆ พร้อมสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด และเร่งเฝ้าระวังจุดที่มีน้ำท่วมขังหรือระบายได้ช้าบนพื้นผิวจราจร เพื่อเปิดทางน้ำและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ได้ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำตรัง คลองชลประทาน และประตูระบายน้ำ ติดตาม ตรวจเยี่ยมและดูประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองชลประทานทั้ง 3 จุด รวมถึงตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำแม่น้ำตรัง กม.7 เพื่อให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พื้นที่ตำบลโคกยาง ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางเสี่ยงที่อาจได้รับความเสียหาย หากมีปริมาณน้ำฝนสะสมในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เพื่อวางมาตรการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งหรือน้ำป่าไหลหลากหลายจุด ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เตรียมพร้อมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกล เพื่อสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน.



