เมื่อต้นสัปดาห์ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของบริษัทไมโครซอฟท์ ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของปัญญาประดิษฐ์อีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานราว 20 ปี ซึ่งเขาคาดว่าจะเกิดความปั่นป่วนในสังคม ก่อนที่มนุษยชาติจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเทคโนโลยีเอไอได้อย่างเต็มที่
“ความกังวลใหญ่ของผมคือช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 20 ปีนี้ ซึ่งจะมีทั้งผู้ชนะ ผู้แพ้ และเกิดความระส่ำระสายอย่างมาก” มหาเศรษฐีวัย 70 ปี กล่าวในรายการพอดแคสต์ “ดีโคเดอร์” ตอนล่าสุด “และเราต้องผ่านมันไปให้ได้เพื่อที่จะเข้าสู่ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์นั้น”
การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัท ซึ่งเกตส์เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอจนถึงปี 2000 ได้ประกาศโครงการ “ลาออกโดยสมัครใจ” สำหรับพนักงานเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 60,000 คน และดูเหมือนจะเป็นการชดเชยต้นทุนในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ
ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ นิเลย์ พาเทล ผู้ดำเนินรายการ เกตส์ ระบุว่า เขาเชื่อว่าเอไอจำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแล โดยชี้ว่ารัฐบาลมีการควบคุมดูแลอุตสาหกรรมต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านั้น “ไม่ได้มีอันตรายแม้เพียงหนึ่งในล้านส่วนเมื่อเทียบกับเอไอ”
“เมื่อคุณมีผู้แข่งหลายราย ย่อมไม่สามารถปล่อยให้บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบเท่านั้น เรื่องนี้มันชัดเจนมาก” เกตส์กล่าวในรายการ “ความรับผิดชอบต้องตกเป็นของรัฐบาล เหมือนกับผลิตภัณฑ์อันตรายอื่นๆ แม้ว่าขนาดและความรุนแรงของความเปลี่ยนแปลงที่สิ่งเหล่านั้นก่อจะน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับเอไอ”
เขายังกล่าวเสริมว่า การสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ และเอไอทำให้ “ใครก็ได้” สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอาวุธที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ อย่างไรก็ดี เกตส์ยังคงมองว่า เอไอเป็น “เทคโนโลยีที่ลึกซึ้ง” ซึ่งมีความสามารถในการ “สร้างสิ่งดี ๆ” และเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอัตราที่รวดเร็วขึ้นมาก โดยจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก
“ถ้าสิ่งนี้เป็นแค่เครื่องมือที่ทำงานได้เฉพาะในทางการแพทย์ กฎหมาย หรือการศึกษา เพียงแค่นั้นก็สร้างความระส่ำระสายได้มหาศาลแล้ว” เกตส์กล่าว “แต่มันจะส่งผลต่อทุกกิจกรรมของมนุษย์ ตอนนี้อาจเป็นงานของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ และงานที่ใช้ทักษะทางปัญญา แต่ในไม่ช้า มันจะขยายไปสู่กิจกรรมทางกายภาพและงานใช้แรงงาน ผ่านทางหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์”
เกตส์ กล่าวว่ามนุษย์ยังคงมีทางเลือกในการกำหนดขีดจำกัดของเอไอในตลาดแรงงาน
“หากเราไม่เลือกที่จะชะลอมันลงอย่างจริงจังหรือสั่งให้หยุด เราก็จะมีหุ่นยนต์ที่สามารถสร้างบ้าน ปลูกอาหาร และทำการผ่าตัดได้” เกตส์กล่าวในรายการโดยชี้ว่า ในอนาคต แรงงานมนุษย์จะไม่จำเป็นอีกต่อไปในการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม บางอาชีพ เช่น การดูแลเด็ก กีฬา การทำอาหาร และศิลปะ อาจจะยังคงถูกสงวนไว้ให้มนุษย์ทำ
“แม้ว่าเอไอจะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่า แต่เราก็จะเลือกที่จะทำด้วยตัวเอง” เขากล่าว นอกจากนี้ คนบางกลุ่มอาจเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งพาเอไอเลยก็เป็นได้
“เรากำลังจะมีทางเลือกที่เกิดขึ้นจริง เราเคยมีกลุ่มคน…ถึงไม่ใช่กลุ่มใหญ่ อย่างเช่นชาวอามิช ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนพรมแดนหน้าสุดของเทคโนโลยี” เกตส์กล่าว “มนุษย์จำนวนมากอาจเลือกที่จะไม่ใช้ชีวิตอยู่กับแนวหน้าของเทคโนโลยีเหล่านั้น เพราะเรายังต้องการคุณค่าจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือจากการคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใครออกมาเอง”
เกตส์ เป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำและนักวิจัยในอุตสาหกรรมมากมายที่ออกมาส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่แฝงมากับเอไอ ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ เขากล่าวทิ้งท้ายว่า การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ “จะเป็นช่วงเวลาที่ระส่ำระสายที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ”
“ผมเกลียดการที่ต้องเป็นคนนำข่าวที่น่ากังวลนี้มาบอก แต่การไม่บอกให้ผู้คนรู้เลยว่าสิ่งนี้กำลังจะมาถึง มันยิ่งแย่กว่า” เขากล่าวในรายการพอดแคสต์ “พวกเราในฐานะมนุษย์ มีทางเลือกในการตัดสินใจว่า เราจะกำหนดทิศทางของมันอย่างไร”
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : people.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



