สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ว่าเอกสารยุทธศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันต้องการใช้กระบวนการทางการทูตเพื่อสันติภาพในเมียนมา เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของสหรัฐ และอาจเปิดทางให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงแหล่งแร่หายากของประเทศด้วย


ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐได้หารืออย่างเงียบ ๆ กับรัฐบาลพลเรือนในนามของเมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ พล.อ. มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นอดีตผู้นำรัฐประหารเมื่อปี 2564 ที่เป็นชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วราว 100,000 ราย และประชาชนมากกว่า 3.5 ล้านคนต้องพลัดถิ่น


การกลับมาเปิดช่องทางติดต่อดังกล่าว ซึ่งมีนายไมเคิล แวนซ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรองของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเข้าร่วม ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายเดิมที่มุ่งโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นเวลาหลายปี โดยการหารือครอบคลุมถึงแนวทางเข้าถึงแหล่งแร่หายาก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งและปัจจุบันส่งออกไปยังจีน


เอกสารยุทธศาสตร์สำหรับคณะผู้แทนทางการทูตสหรัฐประจำเมียนมา ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่าพม่า ระบุอย่างชัดเจนถึงแนวทางที่รัฐบาลวอชิงตันต้องการให้บริษัทอเมริกันเข้าไปมีบทบาทในประเทศ ผ่านการมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจากับกลุ่มติดอาวุธหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มประชาธิปไตยและกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อสู้กับกองทัพเมียนมามานานหลายสิบปีเพื่อเรียกร้องอำนาจปกครองตนเอง


เนื้อหาตอนหนึ่งในเอกสารระบุว่า คณะผู้แทนสหรัฐจะผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนภายในปี 2573 โดยจะจัดเวทีหารือร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อตกลงหรือข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการกระจายอำนาจทางการคลังและการกำหนดเขตปกครอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพยากรแร่หายากอันอุดมสมบูรณ์ของเมียนมา และปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์


อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ระบุว่าสหรัฐมีแผนยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร หรือจัดการกับข้อจำกัดด้านกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในเมียนมาหรือไม่


แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนการเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง พร้อมผลักดันให้เมียนมาดำเนินการตามประเด็นสำคัญที่สหรัฐให้ความสำคัญ ทั้งการแก้ไขปัญหาศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และการวางรากฐานกระบวนการสันติภาพที่แท้จริงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ประเทศ


ทั้งนี้ สหรัฐยังคงคว่ำบาตรทางการเงินต่อ พล.อ.มิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลที่มาจากกองทัพ รวมถึงบุคคลและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่รัฐบาลวอชิงตันยืนยันมาโดยตลอดว่าต้องการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องและมีความรับผิดชอบในเมียนมา ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอดรายชื่อชาวเมียนมาและบริษัทหลายแห่งออกจากบัญชีคว่ำบาตรแล้ว


นอกจากนี้ เอกสารยังระบุเป้าหมายเพิ่มการส่งออกสินค้าของสหรัฐ เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับเมียนมา โดยสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐตั้งเป้าผลักดันข้อตกลงทางการค้าหรือการลงทุนขนาดใหญ่อย่างน้อย 3 โครงการ มูลค่าโครงการละกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 168.60 ล้านบาท ) พร้อมให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มุ่งเป้าชาวอเมริกัน และประสานงานส่งชาวเมียนมาที่อยู่ในสหรัฐกลับประเทศด้วย.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS