นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ ที่กระทบระบบนิเวศและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงจะปรับกระบวนการทำงานให้ชัดเจนขึ้นภายใต้ “1 หลักการ 2 แนวทาง 7 วิธีการ” โดยยอมรับร่วมกันว่าปลาหมอคางดำ เป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่ต้องกำจัดและลดปริมาณลงให้เร็วที่สุด เพราะมีโอกาสสร้างความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมของไทยอย่างมหาศาล
ส่วน 2 การกำจัดและการจำกัดการแพร่กระจาย จากการสำรวจแหล่งน้ำกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พบว่า 50–60% ยังปลอดภัยจากปลาหมอคางดำ แต่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนที่แนวเขตเพื่อบังคับใช้มาตรการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ถูกต้องและเหมาะสมตามการแบ่งโซนสี เป็นเขียว เหลือง แดง และฟ้า
สำหรับพื้นที่สีเขียว ยังไม่พบการระบาด เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดด้วยเทคโนโลยีการใช้ eDNA ร่วมกับม.เกษตรศาสตร์ เพื่อตรวจจับการเข้ามารุกรานตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พื้นที่สีเหลือง เช่น กรณีในเขื่อนลำปาว เริ่มพบการระบาด จะจัดตั้ง “ชุดชะโด” นำเครื่องมือที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้กำจัดปลาหมอคางดำ พร้อมใช้มาตรการห้ามเคลื่อนย้ายปลาออกนอกพื้นที่อย่างเด็ดขาด
พื้นที่สีแดง พบระบาดหนาแน่น จะร่วมมือกับชาวประมงจัดกิจกรรมลงแขกลงคลอง กำจัดปลาหมอคางดำในธรรมชาติ รวมทั้งปล่อยปลานักล่า และออกมาตรการเยียวยา ฟื้นฟู รวมถึงใช้วิธีทางเศรษฐศาสตร์สร้างรายได้จากการจับปลามาใช้ประโยชน์ เน้นย้ำว่าเป็นการจับเพื่อกำจัด ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมให้เป็นปลาเศรษฐกิจในอนาคต พื้นที่สีฟ้า หรือพื้นที่ทางทะเล จะร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้าง โดยขอกรอบเวลาการทำงาน 180 วัน เนื่องจากกรมประมงมีการเก็บข้อมูลและทำงานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด มั่นใจว่าระยะเวลาดังกล่าวเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้



