เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 69 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า การลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู เป็นโอกาสให้รัฐบาลได้เห็นศักยภาพและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้และเกิดความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค
สำหรับการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รัฐบาลให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับการผลิตและสินค้าเกษตร การพัฒนาการค้าชายแดนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร
นายกฯ กล่าวว่า ด้านการเกษตร รัฐบาลมุ่งยกระดับการผลิตและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรด้วยแนวทางใหม่ โดยต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศึกษาการจัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาพืชเศรษฐกิจสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว ยางพารา และพืชพลังงาน โดยข้าวจะเน้นเพิ่มคุณภาพและปริมาณการผลิต ยางพาราจะส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม และรักษาระดับราคาในช่วงที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ส่วนพืชพลังงาน ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง จะมุ่งพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกร พร้อมผลักดันภาคอีสานให้เป็นแหล่งผลิตอาหารคุณภาพที่สำคัญของโลก
นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนการพัฒนาการค้าชายแดนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งและคมนาคม ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬ เป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มเติม พร้อมศึกษาความพร้อมของท่าอากาศยานบึงกาฬ และพิจารณาแนวทางการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะใช้จุดเด่นและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณากิจกรรมและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อไป
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่การแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจังและครบวงจร ทั้งการปราบปราม ป้องกัน และฟื้นฟู โดยมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการปรับปรุงฐานข้อมูล และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการจัดการปัญหายาเสพติด ส่วนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จะต่อยอดรูปแบบการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม จ.อุดรธานี
โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายในการดูแล ช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้รัฐบาลต้องการพัฒนาทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเน้นศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ซึ่งการประชุม ครม.สัญจร จะหมุนเวียนไปในทุกภูมิภาค และเมื่อดำเนินการครบทุกภาคแล้ว จะพิจารณาลงพื้นที่ในระดับจังหวัดที่มีศักยภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 16,100 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 8,755 บาทต่อตัน ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 83 บาทต่อกิโลกรัม และผลปาล์มน้ำมันทะลาย 7.86 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ทำให้ความต้องการด้านอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสแสดงศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศต่าง ๆ พร้อมเร่งหาแนวทางเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน



