ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ราชบัณฑิตยสภา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานปณิธานรำลึก “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ครั้งที่ 2 พร้อมเสวนาในหัวข้อ “ปฏิรูปสังคมสูงวัย สร้างความสัมพันธ์ เสริมคุณค่ากายและใจ”

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พบว่าช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลง มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 8.1% ในปี 2538 เป็น 21.4% ในปี 2568 เป็นสัญญาณว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุสุดยอด ผู้สูงอายุป่วยโรค NCDs มากที่สุดคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันสูง รวมกันถึง 12.2 ล้านคน คิดเป็น 87% ของการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุทั้งหมด การอบรมให้ความรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเบาหวานความดันอาจไม่ทันเวลา เพราะจากการสำรวจปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น อ้วน ดื่มสุรา สูบบุหรี่ พบเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น และพบสูงสุดในวัยทำงาน แต่ช่วงสูงอายุปัจจัยเสี่ยงแนวโน้มลดลง ขณะที่โรค NCDs เบาหวาน ความดัน เริ่มสูงตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

“จากการสำรวจสุขภาพฯ ในครั้งที่ 4 และ 5 นำมาเชื่อมกับการเสียชีวิตของคนไทย พบปัจจัยทำให้มีสุขภาพดี 7 อย่าง คือ ไม่เป็นเบาหวาน ไขมันดี ไม่มีความดัน ไม่สูบบุหรี่ มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ไม่อ้วน และกินผักผลไม้เพียงพอ หากทำได้ 5-7 ข้อ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลง 72% ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก แนะนำมาตรการที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพหลายอย่าง ไม่เพียงรณรงค์ให้ความรู้เท่านั้น ต้องทำอย่างอื่นควบคู่ด้วย โดยเฉพาะนโยบายสาธารณะ การปรับสิ่งแวดล้อม เสริมศักยภาพชุมชน และปรับระบบบริการสุขภาพเน้นสร้างนำซ่อม” รศ.ดร.พญ.เริงฤดี

ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม สาขาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ประธานศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ (Healthy Aging) ขององค์การอนามัยโลกต้องมีความสามารถเชิงหน้าที่ (Functional Ability) โดยมีศักยภาพ 5 ด้านหลักที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถทำในสิ่งที่ตนเองเห็นคุณค่าและมีความหมาย 1.การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน 2.การเรียนรู้ การเติบโตและการตัดสินใจ 3.การมีความเคลื่อนไหว 4.การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ 5.การมีส่วนร่วมและทำประโยชน์ให้แก่สังคม นอกจากนี้ ต้องมีการคัดกรองภาวะเปราะบางทางสังคม (Social Frailty) มี 3 ด้าน คือ การแยกตัวจากสังคม ความเหงาความโดดเดี่ยว และการขาดแคลนทรัพยากร บทบาท หรือการสนับสนุนทางสังคมที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่สุขภาพที่แย่ลง ซึ่งปัจจุบันเราพบความชุกของความเปราะบางทางสังคมถึง 18.8% ในโรงพยาบาลพบเพิ่มสูงถึง 47.3%

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวว่า ผู้สูงวัยไม่ใช่ตัวถ่วงเศรษฐกิจ หรือสร้างภาระให้กับประเทศ เราสามารถสร้างสังคมสูงอายุที่น่าอยู่ได้ โดยมีข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมสูงอายุที่ยั่งยืนอย่างมีคุณภาพ 5 ด้าน 1.นโยบายสาธารณะและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพทุกช่วงอายุ เช่น ลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพิ่มศักยภาพตั้งแต่วัยเด็ก ลดการเสพติด ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดการปัจจัยเสี่ยงทางสังคมและธุรกิจที่ก่อโรค NCDs 2.ระบบบริการสาธารณสุขที่ออกแบบและจัดการใหม่ เน้น 4 ลด 3 เพิ่ม คือ ลดมาโรงพยาบาล ลดนอนโรงพยาบาล ลดมาห้องฉุกเฉิน ลดภาระงานโรงพยาบาลใหญ่ เพิ่มคุณภาพการดูแล/ดูแลด้วยหัวใจ เพิ่มความมั่นใจร่วมดูแลสุขภาพของผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และเพิ่มความไว้วางใจในกลไกใกล้บ้าน พร้อมมีการดูแลระยะท้ายอย่างมีคุณภาพ
“3.ความมั่นคงทางการเงินที่มีมากกว่าระบบบำนาญแห่งชาติ โดยรัฐต้องดูแลให้ทุกคนมีความมั่นคงทางการเงิน กลไกการออมต้องมั่นคง และมีระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ลดภาระและความเสี่ยงทางการเงินเมื่อสูงวัย 4.ชุมชนที่เป็นมิตรกับสังคมสูงอายุ โดยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้เป็นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างบริการสาธารณะที่ลดการแยกตัว เพิ่มการเอาใจใส่ดูแลกัน 5.ส่งเสริมการมีงานทำที่เหมาะสมกับสภาวะทางร่างกายและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม” นพ.สมศักดิ์ กล่าว
โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า นโยบายสาธารณะที่ดีคือกุญแจสู่สุขภาวะในผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดีเป็นหนึ่งในความเสี่ยงขั้นหายนะต่อสุขภาพโลกในศตวรรษที่ 21 โดย 3 ใน 4 ของสาเหตุการตายของทั่วโลกมาจากโรค NCDs ทั้งที่สามารถป้องกันได้ โดยลดปัจจัยเสี่ยงหลักคือ บุหรี่ สุรา อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ มลพิษในอากาศ และการออกกำลังกาย ซึ่งขณะนี้องค์การอนามัยโลก แนะนำให้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (Commercial Determinants of Health: CDoH) คือ ธุรกิจที่มีส่วนสร้างภาระสุขภาพ ควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Earmarked Tax หรือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ขณะที่มาตรการที่มีประสิทธิภาพสูง (Best Buys) คือ นโยบายหรือกฎหมาย ยกตัวอย่างการลดยาสูบ เช่น มาตรการขึ้นภาษี ซองบุหรี่แบบเรียบ คำเตือนขนาดใหญ่ ห้ามโฆษณา/ส่งเสริมการขาย ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ/ที่ทำงาน และการจำกัดจุดขาย ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการชี้แนะการผลักดันให้รัฐบาลกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพของประชาชนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพดีของประชาชน



