บังกลาเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ หลังแรงงานหลายพันคนออกมาประท้วงเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้าง ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นและการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น


บังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยมีจุดแข็งสำคัญคือค่าแรงที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับสิทธิส่งออกสินค้าโดยปลอดภาษีไปยังตลาดสำคัญในตะวันตก อุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้มากกว่า 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และเป็นแหล่งจ้างงานให้ประชาชนประมาณ 4 ล้านคน


อย่างไรก็ตาม การประท้วงที่เริ่มขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเขตอุตสาหกรรมรอบกรุงธากา ส่งผลให้โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าหลายร้อยแห่งต้องระงับการผลิตชั่วคราว หลังแรงงานเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 140% พร้อมเกิดการปะทะกับตำรวจ ซึ่งใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดเสียงเพื่อควบคุมสถานการณ์

แรงงานขอขึ้นค่าแรง 140% ท่ามกลางความไม่พอใจ


ทั้งนี้ แรงงานต้องการให้รัฐบาลปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนจากปัจจุบัน 12,500 ตากา (ประมาณ 3,398.42 บาท) เป็น 30,000 ตากา (ราว 8,156.20 บาท) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นค่าแรงเพิ่มขึ้นมากกว่า 56% ส่วนการปรับขึ้นในครั้งก่อนหน้านั้นอยู่ในช่วง 50-77%


รัฐบาลบังกลาเทศได้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้าง เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งอัตราเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และผลประกอบการด้านการส่งออก ก่อนเสนอแนวทางปรับค่าจ้างที่เหมาะสม


ด้านสมาคมเครื่องแต่งกายและรองเท้าแห่งสหรัฐ (เอเอเอฟเอ) ซึ่งมีบริษัทชั้นนำของสหรัฐเป็นสมาชิก ระบุว่า การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรม เพื่อให้แรงงานสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนค่าแรงเป็นประจำทุกปี


แต่การประท้วงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตที่สำคัญ โดยโรงงานหลายแห่งเริ่มเตรียมตัดเย็บเสื้อผ้าคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิให้กับแบรนด์ระดับโลก อาทิ เอชแอนด์เอ็ม และวอลมาร์ต ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิตกว่า การหยุดชะงักของสายการผลิตจะกระทบต่อกำหนดส่งสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า


บริษัท สแปร์โรว์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์อย่างซารา แก๊ป และมาร์กส์แอนด์สเปนเซอร์ เปิดเผยว่า ต้องระงับการผลิต หลังมีกลุ่มคนจำนวนมากบุกโจมตีโรงงาน ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นผู้ก่อเหตุขว้างปาอิฐและก้อนหิน ทุบกระจก และทำลายกำแพงด้านนอก พร้อมพยายามพังประตูทางเข้าโรงงาน


ค่าแรงสูงขึ้น อาจบั่นทอนความได้เปรียบ


ความท้าทายสำคัญของบังกลาเทศ คือการรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่ของโลก โดยอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีสัดส่วนประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

หากรัฐบาลอนุมัติขึ้นค่าแรงในระดับใกล้เคียงกับที่แรงงานเรียกร้อง ค่าแรงขั้นต่ำของบังกลาเทศอาจสูงกว่าระดับค่าจ้างขั้นต่ำในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ โดยผู้ประกอบการระบุว่า ค่าแรงขั้นต่ำในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวของอินเดียโดยทั่วไปอยู่ที่เดือนละ 13,000-15,000 รูปี (ประมาณ 4,609.89-5,319.11 บาท)


ส่วนจีนและเวียดนามมีระดับค่าจ้างในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปสูงกว่าบังกลาเทศประมาณ 2 เท่า ตามข้อมูลปี 2567 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ)


นายเอ็ม โมฮิอุดดิน เชาธูรี ผู้บริหารบริษัทเสื้อผ้าคลิฟตัน กรุ๊ป ในเมืองจิตตะกอง กล่าวว่า อินเดียกำลังกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากมีวัตถุดิบฝ้ายของตนเอง มีอุตสาหกรรมเส้นด้ายที่เข้มแข็ง และได้รับมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล


แม้บังกลาเทศจะได้รับสิทธิส่งออกสินค้าโดยปลอดภาษีและไม่มีข้อจำกัดด้านโควตาไปยังตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และแคนาดา แต่อินเดียก็มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่อันดับ 2 ของบังกลาเทศเช่นกัน


ผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนรอบด้าน


นอกจากค่าแรงแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับต้นทุนด้านพลังงาน การขนส่ง และโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าก่อนหน้านี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงความเสียหายจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ เมื่อปี 2567


เชาธูรีเปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ซื้อสินค้าจากสหรัฐรายหนึ่งเรียกร้องให้บริษัทลดราคาสินค้าเสื้อถักลงชิ้นละ 3 เซนต์ (ราว 10.10 บาท) หลังผู้ผลิตจากอินเดียเสนอราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งบริษัทไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับข้อเสนอ แม้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้น 5-7% ในช่วงปีที่ผ่านมา จากราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งทางเรือ และค่าระวางสินค้า


ผู้ประกอบการกำลังเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากทุกด้าน ขณะที่ผู้ซื้อยังคงกดดันให้ลดราคาสินค้า โดยโรงงานส่วนใหญ่มีอัตรากำไรเพียง 2-3% ทำให้มีพื้นที่จำกัดในการแบกรับต้นทุนเพิ่มเติม แม้ความต้องการขึ้นค่าแรงของแรงงานจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การหยุดชะงักของการผลิตเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและความอยู่รอดของโรงงาน


ปัจจุบัน ค่าแรงมีสัดส่วนประมาณ 10-13% ของต้นทุนทั้งหมดในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปของบังกลาเทศ


สิ่งที่ผู้ซื้อสินค้าให้ความสำคัญไม่แพ้ราคาคือความน่าเชื่อถือในการผลิตและส่งมอบสินค้า โดยผู้ผลิตที่เสนอราคาถูกกว่าเล็กน้อยอาจกลายเป็นตัวเลือกที่มีต้นทุนสูงกว่าในท้ายที่สุด หากส่งสินค้าไม่ตรงเวลา คุณภาพไม่สม่ำเสมอ หรือเกิดการประท้วงด้านแรงงานจนกระทบต่อการผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า


สถานการณ์ครั้งนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของบังกลาเทศในการหาจุดสมดุลระหว่างการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ เพราะหากค่าแรงต่ำเกินไป แรงงานย่อมเผชิญปัญหาค่าครองชีพ


อย่างไรก็ตาม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการปรับตัวด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพการผลิต บังกลาเทศก็อาจสูญเสียความได้เปรียบให้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้เช่นกัน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS