เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่รัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ถึงกรณีการตรวจสอบเส้นเงินของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวอย่างใหญ่โต แต่เป็นประเด็นเดิม ทั้งเรื่องทรัพย์สินก็เป็นทรัพย์สินเดิม เอาเรื่องเดิมมาพูด จึงตั้งข้อสังเกตว่าจัดแถลงข่าวใหญ่โตไปเพื่ออะไร ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้า แค่เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่ ต่างแค่คนละวัน

นายพิทักษ์เดช กล่าวอีกว่า คณะกรรมาธิการฯ จึงกังวลว่ายังไม่สืบเส้นทางการเงินให้ครบถ้วน รวมถึงมีบัญชีไหนบ้าง ใครบ้าง ที่เป็นคนไทย เรายังไม่รู้เลยว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องอยู่กี่คน และการทำงานของ ก.ล.ต. ความรับผิดชอบการทำหน้าที่ ทั้งความล่าช้าในการทำงาน ความไม่จริงใจในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ว่าการซื้อขายหุ้น รวมไปถึงบุคคลที่มีการซื้อขายหุ้นการอนุมัติ นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีการตัดตอนผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ออกด้วยหรือไม่ เพราะตอนนี้มีการกล่าวหาแค่บุคคลต่างชาติ บุคคลที่อยู่ต่างประเทศ ไม่มีคนที่อยู่ในประเทศไทยแม้แต่คนเดียว เพราะวันนี้ ปปง. ตำรวจสอบสวนกลาง และ ก.ล.ต. ต้องไปสืบให้ได้ว่า กรรมการบริษัทผู้ที่อนุมัติให้ขายหุ้น นายเบน สมิธ ที่อยู่ในประเทศไทย ยังมีอยู่อีกหรือไม่ คนที่ซื้อขายหุ้น และทรัพย์สินอื่นๆ ของนายเบน สมิธ มีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรือยอชท์ รถยนต์ ที่ดิน ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงไม่ออกมาพูดถึง ซึ่งเครื่องบินส่วนตัว ก็ยังไม่ได้มีการตรวจสอบ ตนเองได้สอบถามไปแล้ว เขาบอกว่าก็เห็นแต่ในข่าว แต่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล

“ขอฝากไปถึงรัฐบาลไทยว่าสหรัฐอเมริกากล้าเอ่ยถึงบุคคลสำคัญในประเทศไทยและอดีตคนสำคัญของไทย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แต่ทำไมรัฐบาลไทยยังเงียบนิ่งเฉย หรือไม่กล้าเอาจริงกับบุคคลนี้ อย่าลืมว่าสหรัฐอเมริกากล้าระบุชื่อ และกล้าเอ่ยนามขึ้นมา แต่ประเทศไทยในฐานะได้รับความเสียหาย ต้องมีความกล้าหาญในการดำเนินการ หรือตรวจสอบบุคคลดังกล่าว และขอฝากไปยังหน่วยงานในไทยด้วย ไม่ใช่จัดโต๊ะแถลงข่าวเอาเรื่องเดิมมาทำให้ใหญ่โต แต่ไม่มีความคืบหน้า” นายพิทักษ์เดช กล่าว

นายพิทักษ์เดช กล่าวว่า เรื่องนี้ตามหลักจบไม่ได้ เพราะกรณีการซื้อขายหุ้นบุคคลในไทยหายไปไหนหมด ทำไมออกหมายจับและติดตามแต่คนที่หนีไปจากต่างประเทศแล้วเท่านั้น จากนี้ กมธ. จะกำหนดประเด็นต่อไป ซึ่งได้ส่งหนังสือประเด็นคำถามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อดำเนินการหาข้อเท็จจริง ให้กระจ่างกับประชาชนคนไทย