นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เปิดเผยว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น โดยเข้าไปตั้งโรงงานทุกทวีปทั่วโลก เพื่อแก้ปัญหาด้านค่าขนส่ง ความสดใหม่ของสินค้า และการกระจายสินค้าง่ายขึ้น รวมไปถึงประหยัดต้นทุนเรื่องภาษี ซึ่งเป็นทั้งในรูปแบบการเข้าซื้อโรงงานแล้วปรับปรุงการผลิต และร่วมทุนกับพันธมิตร ตั้งเป้าหมาย 5 ปีจากนี้ บริษัทมีรายได้ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ในประเทศ 15,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 15,000 บาท จากปี 64 ที่คาดว่ามีรายได้ในประเทศ 10,000 ล้านบาท ต่างประเทศ 6,215 ล้านบาท

“ปัจจุบันประเทศไทย บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเป็นอันดับ 9 ของโลกที่ 3,700 ล้านซองต่อปี และเป็นอันดับ 5 ของโลก ในการบริโภคเฉลี่ยคนละ 53.2 ซองต่อปี ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ยังมีการบริโภคน้อยคนละ 15 ซองต่อปี ทำให้เห็นโอกาสในการออกไปขยายตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโรงงาน 9 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 5 แห่ง และต่างประเทศ 4 แห่ง ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม บังกลาเทศ และฮังการี โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษาโรงงานในแอฟริกาเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและยังช่วยลดต้นทุนด้านภาษีนำเข้าจากเดิมต้องเสีย 20-25% แต่หากได้เข้าไปตั้งโรงงานก็ไม่ต้องเสียภาษีเหล่านี้ รวมไปถึงยังมีแผนเข้าไปตั้งออฟฟิศในฮังการี เพื่อขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่มากกว่าสินค้าเดิมที่มีอยู่ พร้อมกับตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าในอินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม จากนั้นจะตั้งออฟฟิศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป

ขณะที่แผนงานในประเทศปีนี้ใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท สำหรับติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มที่โรงงานจังหวัดระยอง ลำพูน ราชบุรี ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 5-6% จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 2,000 ล้านแพ็กต่อปี พร้อมกับการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ในกลุ่มสุขภาพ อาทิ แพลนเบสต์ กัญชง กัญชา รวมไปถึงการขยายตลาดในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียมราคาตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวที่การเติบโตเร็วมากจนมีสัดส่วนคิดเป็น 25% ของตลาดรวม

นอกจากนี้ บริษัทยืนยันว่า ขณะนี้ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าได้และจำหน่ายที่ซองละ 6 บาทเช่นเดิม และไม่มีแผนปรับขึ้นราคาแม้ปัจจุบันราคาต้นทุนต่างๆ ทั้งวัตถุดิบ อาทิ แป้งสาลี ปรับขึ้นจากถุงละ 200-300 บาท เป็น 430 บาท และน้ำมันปาล์ม ปรับขึ้นจากเมื่อปี 62 ราคากิโลกรัมละ 19 บาท เพิ่มเป็น 50 บาท รวมไปถึงต้นทุนแรงงาน ค่าบริหาร และการขายที่ปรับเพิ่มขึ้นด้วย หลังจากเมื่อปี 51 ที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นราคาเพียง 1 บาท จากเดิมขายซองละ 5 บาท เป็น 6 บาท