สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ว่านายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวถึงการที่สภาผู้แทนราษฎรหรือสภาดูมา มีมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรียกร้องประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน “รับรองตามกฎหมาย” ให้กับภูมิภาคโดเนตสก์ และลูฮันสก์ “เป็นรัฐเอกราช” ว่าผู้นำรัสเซีย “รับทราบ” การเรียกร้องดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้นำรัสเซียมองว่า การสู้รบในพื้นที่ดังกล่าว “คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เพราะเป็นต่อสู้ระหว่างชาวยูเครนด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของสภาดูมาในลักษณะนี้ ไม่เป็นไปตามแนวทางของข้อตกลงมินสก์


ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวถึงการที่ รัฐบาลของประเทศตะวันตกบางแห่ง ปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงเคียฟ แล้วย้ายไปปฏิบัติงานในภาคตะวันตกแทน ว่าเป็นการดำเนินการที่เกินกว่าเหตุ แล้วเปรียบเทียบว่า ยูเครน “เป็นแผ่นดินเดียวกัน” หากเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นในที่หนึ่ง แน่นอนว่า พื้นที่แห่งอื่นในประเทศย่อมต้องได้รับผลกระทบด้วยอยู่แล้ว

จุดผ่านแดนระหว่างรัสเซียกับยูเครน ในภูมิภาคเชอร์นิฮีฟ ทางตอนเหนือของยูเครน


ทั้งนี้ เซเลนสกีกล่าวมาตลอดว่า “ความเสี่ยงด้านความมั่นคง” จากรัสเซีย “ยังคงมีอยู่” แต่จนถึงปัจจุบัน “ยังไม่มีสัญญาณของการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ” ในยูเครน และรัฐบาลเคียฟยังคงผลักดันให้มีการเจรจา


ในอีกด้านหนึ่ง นายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวถึงสถานการณ์ในยูเครน ว่าการที่ฝ่ายตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ ยังคงไม่หยุด “สร้างข่าวที่เกินความจริง” ว่า “สงครามกำลังใกล้เข้ามา” กำลังทำให้ยูเครนได้รับผลกระทบอย่างหนักในแทบทุกด้าน โดยเฉพาะ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนคุณภาพชีวิตของชาวยูเคน ซึ่งต้องดำเนินชีวิตภายใต้ “บรรยากาศตึงเครียดจากการปรุงแต่ง”


ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลปักกิ่งขอเรียกร้อง ให้ฝ่ายตะวันตกยุติ “การปั่นข่าว” ลักษณะนี้ และกลับมาดำเนินการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อฟื้นฟูความร่วมมือและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผ่านกระบวนการเจรจา.

เครดิตภาพ : REUTERS