สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า จากการที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีคำสั่งให้หน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมด้านอาวุธนิวเคลียร์ “เป็นพิเศษ” ซึ่งในความหมายของผู้นำรัสเซีย คือ “ระดับสูงสุด” โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับแรงกดดันอย่างหนักด้านเศรษฐกิจจากตะวันตก และ “ความเห็นอันก้าวร้าว” ของบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต )
อย่างไรก็ตาม ผู้นำรัสเซียเคยกล่าวถึงเรื่องนี้มาแล้ว ในสารคดีที่ออกอากาศ เมื่อปี 2561 ว่ารัสเซีย “มีความชอบธรรมตามกฎหมาย ในการตอบโต้กับบุคคลใดก็ตาม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ว่าต้องการทำลายรัสเซีย” อย่างไรก็ตาม ปูติน ยืนยันว่า การดำเนินการเช่นนั้นจะเป็นหายนะต่อประชาคมโลก แต่ในเมื่อเขาคือพลเมืองของรัสเซียและพลเมืองโลก ดังนั้น โลกต้องมีรัสเซียเป็นส่วนหนึ่ง
ทั้งนี้ ปูตินแสดงออกอย่างชัดเจนมาตลอดว่า การขยายอิทธิพลทางทหารของนาโตในยุโรปตะวันออก “เป็นภัยคุกคามร้ายแรง” ต่อความมั่นคงของรัสเซีย และเรื่องนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ในการที่รัสเซียเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา บวกกับการที่ตะวันตก “ผิดคำมั่นสัญญา” ในการรักษาสมดุลอำนาจทางทหาร กับทุกประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกับรัสเซีย
#Putin places nuclear deterrence forces on high alert
— Ruptly (@Ruptly) February 27, 2022
FULL STORY: https://t.co/q9qpbiF1NW#Russia pic.twitter.com/ARYSW5on5L
ขณะที่ในทางทฤษฎีถือว่า นาโตสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้กับรัสเซีย หากปูตินสั่งใช้อาวุธนิวเคลียร์จริง โดยสหรัฐ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส เป็นสมาชิกนาโต 3 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งเปิดเผยว่า เก็บหัวรบนิวเคลียร์ไว้ที่ฐานทัพ 6 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และตุรกี
ส่วนยูเครนนั้น “เคยมี” หัวรบนิวเคลียร์ 1,900 ลูก ขีปนาวุธข้ามทวีป ( ไอซีบีเอ็ม ) 176 ลูก และระเบิดนำวิถีทางยุทธศาสตร์อีก 44 ลูก แต่ภายใต้ข้อตกลงหลายฉบับ ระหว่างปี 2537-2539 ยูเครนมอบอาวุธทั้งหมดเพื่อให้รัสเซียนำไปทำลาย หลังจากนั้น ยูเครนได้รับความสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจากทั้งรัสเซียและสหรัฐ พร้อมทั้งการการันตี “อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน” ของยูเครน “จะไม่ถูกล่วงละเมิด”

สำหรับอำนาจการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียนั้น อยู่ในมือของปูตินเพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับของสหรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นบุคคลเดียวในประเทศที่มีอำนาจในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยสภาคองเกรสไม่สามารถแทรกแซงเรื่องนี้ได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทุกระดับในกระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน “ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข” ในกรณี “เป็นการบัญชาการโดยถูกกฎหมาย”
ไม่ว่าประธานาธิบดีสหรัฐจะเดินทางไปยังสถานที่แห่งใดก็ตามบนโลก หนึ่งในบุคคลที่ติดตามไปด้วยและอยู่ในระยะใกล้ชิดตลอด คือทีมทหารซึ่งมีหน้าที่ถือสิ่งที่เรียกว่า “กระเป๋านิวเคลียร์” ภายในบรรจุเอกสารและอุปกรณ์คำสั่ง ว่าด้วยการใช้งานระเบิดนิวเคลียร์ ที่มีชื่อเฉพาะว่า “ฟุตบอล” ตลอดจนรหัสสำคัญที่เกี่ยวข้อง ที่เรียกว่า “บิสกิต” ผู้นำสหรัฐคือบุคคลเดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิสั่งให้ทหารเปิดกระเป๋าใบนี้ เพื่อเข้าถึงข้อมูลทั้งหมด
รัฐธรรมนูญของสหรัฐระบุชัดเจนว่า คำสั่งโจมตีทางทหารของประธานาธิบดีผ่านการกดรหัส โดยใช้เครื่องมือทั้งหมดที่อยู่ภายในกระเป๋าใบดังกล่าว ต้องเป็น “คำสั่งที่ถูกกฎหมาย” เท่านั้น โดยพื้นฐานคือ สหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกโจมตีอย่างร้ายแรงจากศัตรู มิเช่นนั้นกองทัพมีสิทธิคัดค้าน หรือปฏิเสธคำสั่งเช่นกัน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



