เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ห้องประชุมราชพฤกษ์ ชั้น 3 ตึกผู้ป่วยนอก รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว พญ.กนกพร ทองเลื่อน รอง ผอ.ฝ่ายการแพทย์ นพ.วิทยา หอมฉุน รอง ผอ.ด้านบริการปฐมภูมิ และ นพ.ประชา สดแสงเทียน รอง ผอ.ด้านการพัฒนาระบบบริการและสนันสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกับทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ของ รพ.ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรณี คนไข้เด็กชายอายุ 10 ขวบ เสียชีวิตระหว่างรอผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ระหว่างคืนวันที่ 3-4 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยญาติร้องเรียนถึงความล่าช้าในการปฏิบัติงานรักษาคนไข้ จนเป็นเหตุให้เด็กซึ่งตอนไปโรงพยาบาลมีอาการเหมือนคนปกติ แค่ปวดท้องมาก สามารถเดินได้อย่างดี หลังตรวจพบว่า ไส้ติ่งอักเสบและรอผ่าตัดนานข้ามวันเกือบ 18 ชม. จนเสียชีวิต

โดย รพ.ได้เชิญ แม่ของเด็กผู้เสียชีวิตพร้อมญาติและทนายความเข้ามาพูดคุยและฟังการชี้แจง ซึ่งช่วงที่มีการพูดคุยนั้นไม่อนุญาตให้สื่อเข้าไปทำข่าวแต่อย่างใด จนกระทั่งการเจรจาแล้วเสร็จ ซึ่งทาง พญ.กนกพร และทีมแพทย์ ได้แสดงความเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้ โดย รพ.รับปากจะแก้ไขปัญหานี้ในอนาคต ทั้งนี้ทาง รพ.ได้เตรียมเงินสด จำนวน 20,000 บาท เพื่อมอบให้ญาติสำหรับช่วยเหลือการจัดงานศพผู้เสียชีวิต ส่วนการเยียวยาหลังจากนี้ ทาง รพ.จะเป็นผู้ดำเนินการเสนอเรื่องการเยียวยาตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรณีมีคนไข้เสียชีวิตจากกระบวนการรักษา ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาสูงสุดไม่เกิน 400,000 บาท ตามกฎหมาย

ด้าน พ.ญ.กนกพร เปิดเผยว่า หลังเชิญญาติมาพูดคุยและทาง รพ.ได้ทบทวนกระบวนการรักษากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาทั้งหมดว่า มีข้อบกพร่องอะไรในกระบวนการรักษาที่ทำให้เกิดการสูญเสียเกิดขึ้น และได้ชี้แจงกับญาติ โดยญาติได้ติดใจสงสัยในกระบวนการรักษาอยู่ ก็ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับญาติว่า กระบวนการรักษาเป็นอย่างไร ตอนนี้ทางญาติก็ทราบและเข้าใจ ขณะนี้ทาง รพ.ถือว่า มีความสูญเสียเกิดขึ้นในกระบวนการรักษา ไม่ได้คุยกันว่า ใครผิดใครถูก หลังจากนี้จะได้เสนอไปทางกระทรวงเพื่อดำเนินการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียตามระเบียบทางราชการต่อไป ขณะนี้เราพบกระบวนการให้บริการที่ทำให้เกิดการสูญเสีย เราต้องมาทบทวน โดยมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและกระบวนการรักษาว่า ได้มาตรฐานหรือไม่ จำเป็นจะต้องปรับปรุงขบวนการรักษาให้ดีและรวดเร็วได้หรือไม่

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 89898878-1024x559.jpg

“ในคืนที่เด็กเข้ามารักษาที่ห้องฉุกเฉิน ศัลยแพทย์เจ้าของไข้ไปตรวจคนไข้ที่ห้องฉุกเฉิน และได้ทำการรักษาและดูแลคนไข้ตลอด การที่ต้องรอเป็น 10 ชม.นั้น การวินิจฉัยอาจสงสัยว่า เป็นไส้ติ่งอักเสบหรืออาจจะเป็นโรคอื่นซึ่งอาจวินิจฉัยแยกโรคที่อาจเป็นไปได้อยู่หลายโรค จึงต้องมีการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ สแกนคอมพิวเตอร์ ซึ่งมันก็จะต้องมีระยะเวลาตามมาตรฐานของการรักษา” พญ.กนกพร กล่าวและว่า ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ต้องรักษาทันที แต่การผ่าตัดโดยไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบก็อาจจะผิดมาตรฐาน จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าคนไข้เป็นอะไรก่อน แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีเด็กที่เสียชีวิตไม่ใช่กรณีฉุกเฉินใช่หรือไม่ พญ.กนกพร บอกเพียงว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการ ส่วนที่เด็กเสียชีวิตไม่ใช่ว่า ใครผิดหรือผิดแล้วจึงเยียวยา เป็นการเยียวยาเรื่องการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการรักษา ซึ่งจะเยียวยาเฉพาะมาตรา 41 เท่านั้น

ขณะเดียวกัน นางสายหยุด สีทอง อายุ 39 ปี แม่ของเด็กที่เสียชีวิต กล่าวว่า ขอให้มีการพัฒนาเรื่องของบุคคลากร องค์การให้รักษาคนไข้ให้เร็ว อย่าให้มีเคสแบบน้องอีก ซึ่งจากคำชี้แจงของ รพ.ก็พอใจในระดับหนึ่ง ทางหมอชี้แจงสาเหตุที่ให้รอนานเป็น 10 ชม.ว่า ตามกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งแม่ก็ขอให้คุณหมอร่นระยะเวลาขั้นตอนให้มันกระชับฉับไว ต้องการให้บริการที่เห็นผลเร็ว ไม่ใช่รอจนทำอะไรไม่ทัน ทำให้เกิดการสูญเสีย โดยสิ่งที่แม่ต้องการคือ ไม่ต้องการให้กรณีของลูกเป็นกรณีศึกษา แต่ขอให้ลูกเป็นกรณีสุดท้าย.