สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น ที่ทำเนียบไฮเดอราบาด ในกรุงนิวเดลี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา


ในโอกาสนี้ ผู้นำญี่ปุ่นประกาศการลงุทนในอินเดียเพิ่มอีก 42,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.39 ล้านล้านบาท) ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งสื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นและอินเดียรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในจำนวนนี้รวมถึง การที่บริษัทซูซูกิ หนึ่งในผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เตรียมก่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ในอินเดีย ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 1,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 41,945.40 ล้านบาท)

นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย แลกเปลี่ยนเอกสารบันทึกความเข้าใจ เกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระดับทวิภาคี ที่ทำเนียบไฮเดอราบาด ในกรุงนิวเดลี


ขณะเดียวกัน คิชิดะหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับวิกฤติการณ์ในยูเครนขึ้นมากล่าว ระหว่างการแถลงร่วมกับโมดีด้วย ว่าการที่กองทัพรัสเซียเข้าไปปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น “เป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของระเบียบโลก” และประชาคมโลกต้องร่วมกันยกระดับกดดันรัฐบาลมอสโก โดยญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศแถบเอเชีย ที่ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นต่อรัสเซีย


อย่างไรก็ตาม ผู้นำอินเดียปฏิเสธการกล่าวโดยตรงถึงทั้งรัสเซียและยูเครน โดยเลี่ยงไปให้ความเห็นแทนว่า “สถานการณ์ด้านภูมิศาสตร์การเมืองโลกในยุคปัจจุบัน” เป็นเรื่องที่ “คือความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

แม้อินเดียและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ร่วมอยู่ในกลุ่มจตุภาคีทางการเมือง “ควอด” ร่วมกับสหรัฐและออสเตรเลีย แต่อินเดียยังคงสงวนท่าทีในการประณามรัสเซีย โดยยังคงเดินหน้าค้าขายกันตามปกติ ท่ามกลางรายงานว่า อินเดียมีแผนซื้อน้ำมันจากรัสเซีย “ในราคามิตรภาพ” สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับสหรัฐ.

เครดิตภาพ : REUTERS