ท่ามกลางพายุแห่งกฎระเบียบใหม่นี้ ผู้ประกอบการต่าง ๆ ต้องตั้งรับ ซึ่ง “ชัยวัฒน์ นันทิรุจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล ในฐานะผู้ประกอบการนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร แบรนด์ไทยที่ครองส่วนแบ่งตลาดระดับโลก ได้เตรียมรับมือกับเมกะเทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจส่งออกไทยไปตลอดกาล เริ่มจาก

1. ซีแบมกำแพงภาษีใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2026 เป็นต้นไป สหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (ซีแบม) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าผู้นำเข้าสินค้าเข้าสู่อียู จะต้องซื้อ “ใบรับรองซีแบม” ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงในกระบวนการผลิต
แม้ในระยะแรกจะเน้นหนักที่กลุ่มโลหะและปุ๋ย แต่พลาสติกและเคมีภัณฑ์คือลำดับถัดไปที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คาดการณ์ว่าราคาคาร์บอนอาจพุ่งสูงถึง 80 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือประมาณ 3,000 บาท ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเม็ดพลาสติกเวอร์จิ้น (พลาสติกใหม่) การปรับตัวสู่บรรจุภัณฑ์ที่มีคาร์บอน ฟุตพรินต์ Carbon Footprint ต่ำจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของผู้ส่งออก
2.มาตรฐานความโปร่งใสระดับโมเลกุล
นอกจากเรื่องภาษี ในเดือนสิงหาคม 2569 กฎระเบียบ
บรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ใหม่ของยุโรป หรือ EU PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) และต้องออกแบบมาเพื่อการรีไซเคิล 100%
เทรนด์ที่น่าจับตา คือ การใช้ Digital Product Passport (DPP) ผ่านระบบคิวอาร์ โค้ด บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อระบุที่มา
ของวัสดุและข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอย่างโปร่งใส ซึ่ง เอกา โกลบอล ได้เตรียมความพร้อมในการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ
(Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก

ลงทุน 100 ล้าน พลิกวิกฤติเป็นโอกาส
ปี 69 เอกา โกลบอล ได้ประกาศแผนลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) รวมถึง Technical Center รองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากตลาดโลก และเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กรีน เน้น 3 แกนหลัก
1. นวัตกรรมยืดอายุอาหารเพื่อลด Food Waste การทำให้สินค้าเน่าเสียช้าลง (Longevity) คือการลดคาร์บอนที่ทรงพลังที่สุด เพราะช่วยลดพลังงานที่สูญเสียไปกับขยะอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน บรรจุภัณฑ์ของ เอกา โกลบอล ช่วยให้อาหารเก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น ลดการใช้พลังงานในระบบโลจิสติกส์ สอดคล้องกับเป้าหมายการลดขยะอาหารของไทยลง 50% ภายในปี 73
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ PCR และวัสดุชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ของ เอกา โกลบอล มีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิล ที่มาจากส่วนเกินในการผลิต เช่น ส่วนริมขอบที่ต้องตัดทิ้ง นำมาบดและหลอมใหม่ จัดอยู่ในกลุ่มของพลาสติกรีไซเคิล (Post–Consumer
Recycled–PCR) และยังคงไว้ซึ่งความสะอาดปลอดภัยในการบรรจุอาหาร นอกจาก PCR บริษัทฯ ยังเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุฐานชีวภาพ (ไบโอ–เบสด์) เช่น มันสำปะหลังและอ้อย ซึ่งวัสดุเหล่านี้มีค่าคาร์บอน ฟุตพรินต์ ต่ำกว่าพลาสติกทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ใช้บรรจุภัณฑ์ของ เอกา โกลบอล สามารถลดภาระภาษีซีแบม ได้โดยตรง
3. รับมือ พ.ร.บ. โลกร้อนของไทย ประเทศไทยเตรียมบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) ในปี 2569 ซึ่งจะมีการเก็บภาษีคาร์บอนในประเทศ การที่ เอกา โกลบอล ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีการผลิตที่มุ่งสู่การลดขยะฝังกลบเหลือศูนย์ (Zero Waste to Landfill) จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก


อนาคตบรรจุภัณฑ์ยุค “ความยั่งยืนบังคับใช้”
เทรนด์ปี 69 อาจจะเป็นการเริ่มจุดจบของบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง ที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มของ “บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะที่ยั่งยืน” ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเริ่มประเมินคาร์บอน ฟุตพรินต์ ของผลิตภัณฑ์ (LCA) ตั้งแต่วันนี้
ความท้าทายของภาษีคาร์บอนและกฎระเบียบใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรคทางการค้า หากแต่เป็น “โอกาสทอง” สำหรับผู้ที่พร้อมเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่ตลาดโลกในปี 69 และปีต่อ ๆ ไปอย่างมั่นคง.



