ในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ‘ก๊าซไฮโดรเจน’ ถูกจับตามองในฐานะแหล่งพลังงานสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสารเคมี การขนส่งทางเรือ หรืออุตสาหกรรมเหล็ก
อย่างไรก็ตาม การผลิตไฮโดรเจนด้วยเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและใช้พลังงานจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเริ่มหันมาค้นหาแหล่งไฮโดรเจนตามธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณอย่าง ‘เทือกเขา’ ซึ่งมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่เอื้อต่อการเกิดและสะสมของก๊าซชนิดดังกล่าว
เดอะการ์เดียน สหราชอาณาจักร รายงานว่า นักวิจัยได้ใช้แบบจำลองการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเพื่อศึกษากระบวนการก่อตัวของเทือกเขาพิเรนีส เทือกเขาแอลป์ และเทือกเขาเบติก เพื่อหาคำตอบว่ากระบวนการทางธรรมชาติที่สร้างภูเขาเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนหรือไม่ รวมถึงมีโอกาสกักเก็บก๊าซดังกล่าวเอาไว้ใต้ดินได้มากน้อยเพียงใด
ซึ่งผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Geophysical Research: Solid Earth พบว่า เทือกเขาแอลป์และเทือกเขาพิเรนีสมีโอกาสพบแหล่งไฮโดรเจนธรรมชาติมากกว่าพื้นที่อื่นที่ศึกษา
แบบจำลองแสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ภูเขาทั้งสองแห่งก่อตัวขึ้น หินจากชั้นแมนเทิลซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลกถูกดันขึ้นสู่ผิวโลกด้วยความเร็วที่เหมาะสม เมื่อหินเหล่านี้สัมผัสกับน้ำ จึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมา กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานพอที่จะทำให้ก๊าซสะสมตัวอยู่ใต้ดินได้
อีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการพบไฮโดรเจนคือ การมีชั้นหินที่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บตามธรรมชาติ ก๊าซที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระจายตัวออกไปทั้งหมด แต่มีโอกาสสะสมอยู่ในชั้นหินที่มีรูพรุนเหนือบริเวณที่เกิดปฏิกิริยา ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งกักเก็บพลังงานที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเองตลอดหลายล้านปี
ขณะที่ฝั่งเทือกเขาเบติกทางตอนใต้ของสเปนกลับต่างออกไป พื้นที่แห่งนี้มีการยกตัวและการกัดเซาะของภูเขาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการสร้างและสะสมไฮโดรเจนเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก อีกทั้งชั้นหินที่อาจทำหน้าที่กักเก็บก๊าซยังมีแนวโน้มถูกกัดเซาะไปด้วย ทำให้โอกาสพบแหล่งไฮโดรเจนขนาดใหญ่ลดลง
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกเทือกเขาจะมีศักยภาพในการเป็นแหล่งไฮโดรเจนธรรมชาติ และความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับลักษณะการก่อตัวของภูเขา รวมถึงสภาพทางธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่าแนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประเมินเทือกเขาอื่นทั่วโลก เพื่อช่วยค้นหาพื้นที่ที่อาจเป็นแหล่งสะสมไฮโดรเจนธรรมชาติ และเป็นข้อมูลประกอบการสำรวจในอนาคต ซึ่งหากมีการค้นพบแหล่งไฮโดรเจนขนาดใหญ่ ก็อาจเปิดทางเลือกใหม่ด้านพลังงานให้หลายอุตสาหกรรมทั่วโลก



