เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พ.ค. 69 น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี สบทบภาคค่ำ ของวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง เข้าร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน เพื่อขอความเป็นธรรม หลังถูกแจ้งให้ลาออกจากการศึกษา ทั้งที่เปิดเรียนและเข้าเรียนตามปกติแล้ว โดยวิทยาลัยอ้างว่าเกิดความผิดพลาดในการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษา

น.ส.เอ เปิดเผยว่า วิทยาลัยดังกล่าวเปิดรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 69 ตนได้เดินทางไปสมัครเรียน พร้อมยื่นเอกสารครบถ้วน และชำระค่าสมัคร 200 บาท โดยได้สอบถามฝ่ายทะเบียนอย่างชัดเจนว่าสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้หรือไม่ เนื่องจากตนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคโนโลยีการบริการฐานวิทยาศาสตร์ (MICE) จากวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.พังงา ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.05 และไม่ได้จบบัญชีโดยตรง ซึ่งทางฝ่ายทะเบียนยืนยันว่าสามารถสมัครเรียนได้ ตนจึงดำเนินการสมัครจนเสร็จสิ้น

ต่อมา วันที่ 2 เม.ย. 69 ตนได้เข้ารายงานตัว พร้อมชำระค่าเทอมจำนวน 11,550 บาท รวมถึงค่าชุดและอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีอาจารย์ 2 คน เป็นผู้ตรวจสอบเอกสาร และยืนยันว่าถูกต้องครบถ้วน กระทั่งวันที่ 18 พ.ค. 69 ซึ่งเป็นวันประชุมเปิดภาคเรียน ตนได้เข้าร่วมประชุม และเริ่มเข้าเรียนตามปกติในวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งยังได้รับแจ้งจากอาจารย์ว่าสามารถยื่นขอทุนการศึกษาได้ จึงได้ยื่นเอกสารขอทุนเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 69 ถัดมา วันที่ 22 พ.ค. ตนได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ในแผนก แจ้งให้เข้าไปเซ็นใบลาออก โดยให้เหตุผลว่าวิทยาลัยตรวจสอบวุฒิผิดพลาด เนื่องจากตนไม่ได้จบบัญชีมาโดยตรง

น.ส.เอ ระบุว่า ช่วงแรกตนรู้สึกตกใจและสับสน จึงตอบตกลงไปก่อน แต่ภายหลังได้สอบถามผู้ใหญ่และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จนทราบว่าการเซ็นใบลาออกถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจ และอาจทำให้ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือค่าเสียหายได้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของตน จึงตัดสินใจไม่ลงนามในเอกสารดังกล่าว และเดินทางไปยังวิทยาลัยในวันถัดมา ไปที่ฝ่ายทะเบียน แต่กลับไม่ได้รับคำขอโทษตามที่คาดหวัง อีกทั้งยังถูกยื่นเอกสารให้เซ็นลาออก พร้อมมีการพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เหมาะสม ตนจึงปฏิเสธ และสอบถามว่าผู้อำนวยการรับทราบเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งฝ่ายทะเบียนแจ้งว่า ต้องเซ็นเอกสารก่อน จึงจะรายงานให้ผู้บริหารทราบ

หลังจากนั้น มีการเรียกตนเข้าไปพูดคุยอีกครั้ง โดยมีรองผู้อำนวยการและครูประจำแผนกร่วมรับฟัง ตนจึงชี้แจงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท แต่ทางวิทยาลัยเสนอคืนเพียงค่าลงทะเบียนเรียน 11,550 บาท และค่าชุดกับอุปกรณ์ประมาณ 1,000 บาท โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีระเบียบรองรับการเยียวยาหรือชดเชยความเสียหายแก่นักศึกษา ทำให้รู้สึกผิดหวัง และยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ น.ส.เอ ยังกล่าวว่า ระหว่างการพูดคุย มีอาจารย์คนหนึ่งระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนเพียง 4 คนจะตัดสินได้ เพราะเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของวิทยาลัย รวมถึงความรู้สึกของนักศึกษา ซึ่งทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยยังมีผู้ที่เข้าใจความรู้สึกของตนอยู่บ้าง

ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการ ได้นัดหมายให้ตนเข้าไปพูดคุยอีกครั้งในวันที่ 29 พ.ค. 69 พร้อมขอไม่ให้มีการแจ้งความหรือฟ้องร้องในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 69 ฝ่ายทะเบียนได้ส่งข้อความและโทรศัพท์แจ้งให้ตนเข้าไปเซ็นเอกสารรับเงินคืนและใบลาออก พร้อมระบุว่าไม่จำเป็นต้องเข้าพบตามนัดเดิม เนื่องจากอาจารย์ติดประชุม

ปัจจุบัน ทางวิทยาลัยยังไม่มีการติดต่อกลับมาเพิ่มเติม และตนยังคงมีสถานะเป็นนักศึกษา เนื่องจากยังไม่ได้เซ็นใบลาออก แต่ขณะนี้ไม่ได้เข้าเรียนแล้ว เพราะอาจารย์แจ้งว่าไม่ต้องมาเรียน ให้รอดำเนินการเรื่องเอกสารเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ปีนี้ไม่สามารถเรียนต่อได้ และต้องเสียเวลาไป 1 ปีเต็ม

น.ส.เอ กล่าวอีกว่า ตนตั้งใจเรียนต่อระดับปริญญาตรี เพื่อนำวุฒิไปใช้สมัครงานในสายโรงแรม ซึ่งมีรายได้ดี หากทางวิทยาลัยแจ้งตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถใช้วุฒิดังกล่าวสมัครเรียนได้ ตนก็คงไม่ดันทุรังเข้ามาเรียน ที่ผ่านมา วิทยาลัยได้เสนอให้ย้ายไปเรียนสาขาอิเล็กทรอนิกส์ หรือไปสมัครเรียนที่อื่นแทน แต่ตนมองว่าไม่ใช่การรับผิดชอบที่เหมาะสม เพราะเป้าหมายของตนคือการเรียนปริญญาตรีสาขาบัญชี อีกทั้งได้เตรียมตัวและตั้งหลักเพื่อมาเรียนที่นี่โดยเฉพาะ

น.ส.เอ ยังเปิดเผยอีกว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกมาร้องเรียน เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และสูญเสียโอกาสทางการศึกษา ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตน โดยที่ผ่านมาได้พยายามทำงานหาเงินเรียนด้วยตัวเอง ต้องนำรถไปจำนำ รวมต้นรวมดอก 25,000 บาท ลาออกจากงานประจำ เช่าห้องพัก และทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอม แต่สุดท้ายกลับต้องกลายเป็นหนี้ และเสียเวลาเรียนไป 1 ปี

นอกจากนี้ หลังจากโพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงบนโซเชียลมีเดีย ยังมีรุ่นพี่หลายคนติดต่อเข้ามา พร้อมระบุว่าเคยประสบเหตุในลักษณะเดียวกัน ทำให้ตนตั้งคำถามว่า หากไม่มีใครออกมาเรียกร้อง จะมีนักศึกษาอีกกี่คนที่ต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้ ตนยังเรียกร้องให้ทางวิทยาลัยออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของทางวิทยาลัย ไม่ใช่ความผิดของตน และมองว่าการคืนเพียงค่าเทอมไม่สามารถชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ เพราะภาระและปัญหาทั้งหมดกลับตกอยู่ที่ตนเพียงฝ่ายเดียว

“ถ้าหนูมีเงิน หนูคงเลือกเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว แต่นี่เพราะไม่มีเงิน จึงดิ้นรนมาเรียนต่อที่นี่ แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ส่วนเงิน 30,000 บาท ที่เรียกร้องไป ก็ไม่ได้คิดเกินจริง เพราะตั้งใจจะนำไปเป็นทุนตั้งต้นในการเริ่มต้นใหม่เท่านั้น” น.ส.เอ กล่าว

อย่างไรก็ตามขณะนี้รอการชี้แจงจากทางวิทยาลัยดังกล่าว หากมีข่าวคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.