เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการ รพ.มหาราชนครราชสีมา เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มักให้ความรู้สุขภาพผ่านเพจหมอเจด
“ไม่กี่วันมานี้ “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” ได้เล่าในรายการ ที่สุขหัวนอน by SUPALAI ตอนที่ 3 ถึงช่วงที่ป่วยหนักจากไวรัสตับอักเสบ E จนค่าตับพุ่งประมาณ 1,400 มีทั้งตับโต น้ำขึ้นปอด และอาการทรุดจนต้องรีบเข้าโรงพยาบาล โดยเจ้าตัวเล่าว่าโรคนี้มาจากอาหารไม่สะอาด และเชื่อมโยงกับผักสดหรืออาหารออร์แกนิกที่กินเป็นประจำ เพราะอาจมีเชื้อปนเปื้อนจากมูลสัตว์ ฟังแล้วหลายคนน่าจะสงสัยครับว่า ผักที่ดูสะอาดและเฮลตี้ ทำไมถึงพาเชื้อไวรัสเข้าร่างกายได้ วันนี้ผมจะอธิบายตั้งแต่ต้นทางของเชื้อ ไปจนถึงวิธีรักษาและป้องกันครับ”
1.ผักออร์แกนิก ทำไมยังมีเชื้อปนเปื้อนได้?
หลายคนเข้าใจว่าออร์แกนิกคือสะอาดและปลอดภัยทุกอย่าง จริง ๆ คำนี้บอกถึง “วิธีปลูก” ครับ ไม่ได้แปลว่าผักปลอดเชื้อโรค ถ้าระหว่างปลูก เก็บ ขนส่ง หรือเตรียมอาหาร ผักสัมผัสกับ
• มูลสัตว์ที่นำมาใช้เป็นปุ๋ย
• น้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน
• มือของคนเตรียมอาหาร
• เขียง มีด หรือภาชนะที่ไม่สะอาด
เชื้อก็อาจติดมากับผิวผักก็ได้นะ ยิ่งนำมากินสดโดยไม่ผ่านความร้อน เชื้อก็มีโอกาสเข้าร่างกายโดยตรงครับ แต่ต้องพูดให้แฟร์ว่า เราไม่สามารถย้อนกลับไปยืนยันได้ว่าผักจานใดเป็นต้นเหตุแน่นอน ประเด็นสำคัญคือ “ออร์แกนิกไม่ได้แปลว่าปลอดเชื้อ” และอาหารที่ดูคลีนก็ปนเปื้อนได้ครับ
2. ไวรัสตับอักเสบ E ต่างจาก A–B–C ยังไง?
ชื่อคล้ายกันเพราะทำให้ตับอักเสบเหมือนกัน แต่ช่องทางรับเชื้อไม่เหมือนกันครับ
ไวรัส A มักมากับอาหาร น้ำ หรือมือที่ปนเปื้อน และส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลัน
ไวรัส B ติดต่อผ่านเลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก บางรายกลายเป็นโรคเรื้อรัง
ไวรัส C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก และมีโอกาสเรื้อรังจนตับแข็งหรือมะเร็งตับ
ไวรัส E มักมากับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน คล้ายไวรัส A แต่ยังพบได้จากหมู เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ป่า หรือหอยที่ปรุงไม่สุก ซึ่งไวรัส E ส่วนใหญ่มาแบบเฉียบพลันและหายได้เอง แต่ไม่ได้แปลว่าเบาครับ เพราะบางรายอักเสบหนักจนตับวายได้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ คนมีโรคตับเดิม และคนภูมิคุ้มกันต่ำ
3.ทำไมไวรัสตัวนี้ถึงทำให้ค่าตับสูงจนวิกฤติ?
เมื่อไวรัสเข้าไปที่ตับ → ร่างกายจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เข้ามาจัดการเซลล์ตับที่ติดเชื้อ จนเกิด “ตับอักเสบเฉียบพลัน” ทำให้
• เซลล์ตับบาดเจ็บพร้อมกันมากขึ้น
• ค่า AST และ ALT รั่วออกมาในเลือดจนพุ่งถึงหลักพัน
• การขับน้ำดีผิดปกติ → ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม
• ถ้าตับเริ่มทำงานไม่ไหว → อาจซึม สับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง
ค่าตับ 1,300–1,400 จึงบอกว่าเซลล์ตับกำลังบาดเจ็บอย่างมากครับ แต่จะเป็นตับวายหรือไม่ ต้องดูการแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาล ค่าไต และระดับความรู้สึกตัวร่วมด้วยนะ
4.ทำไมคนแข็งแรง ไม่ดื่มเหล้า กินดี ก็ยังเป็นได้?
เพราะโรคนี้เกิดจาก “การรับเชื้อ” ไม่ได้เกิดจากกินมันหรือดื่มเหล้าครับ ต่อให้ออกกำลังกาย นอนพอ ตรวจสุขภาพปกติ และไม่เคยมีโรคตับ ถ้ากินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนก็ป่วยได้
แหล่งเสี่ยงที่ต้องระวัง ก็คือ
• น้ำดื่มหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
• ผักสดที่ผ่านการปนเปื้อน
• หมูและเครื่องในที่ปรุงไม่สุก
• หอยหรือเนื้อสัตว์ดิบ
• มือ เขียง มีด และภาชนะที่ปนกับอาหารดิบ
พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ตรวจสุขภาพปกติ ไม่ดื่มเหล้า และกินคลีน ถ้ารับเชื้อจากอาหารหรือน้ำเข้าไปก็ป่วยได้ครับ
5. อาการเริ่มเหมือนไข้ธรรมดา แล้วต้องจับตาตรงไหน?
จุดอันตรายของไวรัสตับอักเสบ E คือช่วงแรกอาการไม่ชัดครับ อาจเริ่มจากไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดท้อง จนเข้าใจว่าเป็นไข้ทั่วไป อาหารเป็นพิษ หรือปวดประจำเดือน
แต่อาการที่ไม่ควรฝืน ได้แก่
• ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
• ปัสสาวะเข้มกว่าปกติ
• อาเจียนจนกินไม่ได้
• ปวดท้องรุนแรง
• ซึม ตาลอย สับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง
โดยเฉพาะถ้าเริ่มซึมหรือไม่มีสติ อันนี้ไม่ใช่รอดูพรุ่งนี้แล้วครับ ต้องไปโรงพยาบาลทันที
6.ตรวจอะไรถึงรู้ว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ E?
ดูจากค่าตับสูงอย่างเดียวไม่ได้ครับ เพราะค่าตับหลักพันเกิดได้จากไวรัสชนิดอื่น ยา สมุนไพร พาราเซตามอลเกินขนาด ภูมิคุ้มกันทำร้ายตับ หรือตับขาดเลือดได้เหมือนกัน
การตรวจจึงต้องดูหลายอย่างประกอบกัน เช่น
ตรวจ AST และ ALT เพื่อดูการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
ตรวจ Bilirubin เพื่อดูภาวะตัวเหลืองและน้ำดีคั่ง
ตรวจ PT/INR เพื่อดูว่าตับยังสร้างสารช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ไหม
ตรวจ Anti-HEV IgM เพื่อหาการติดเชื้อไวรัส E ระยะเฉียบพลัน
ตรวจ HEV RNA เพิ่มในรายที่ผลยังไม่ชัด
อัลตราซาวด์เพื่อดูตับ ถุงน้ำดี และทางเดินน้ำดี
อย่าเดาเองว่าเป็นไวรัส E หรือซื้อยากินเองครับ
7. ไวรัสตับอักเสบ E รักษายังไง?
คนที่อาการไม่รุนแรงส่วนใหญ่มักหายได้เองครับ การรักษาหลักคือประคับประคองอาการและคอยติดตามว่าตับยังทำงานได้ดีอยู่ไหม โดยแนวทางดูแลโดยทั่วไป ได้แก่
• พักผ่อนตามอาการ
• ให้สารน้ำถ้ากินหรือดื่มไม่ได้
• ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวด
• ตรวจค่าตับ Bilirubin และ PT/INR ซ้ำ
• งดแอลกอฮอล์ทั้งหมด
• งดสมุนไพร ยาชุด และอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น
• ไม่หยุดหรือเพิ่มยาเองโดยไม่ถามแพทย์ ระยะพักฟื้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน



