วันที่ 22 มิ.ย. 69 เวลา 09.30 น. ได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองในการพัฒนาและแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจร่วมกัน

ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

โดยสรุปสาระสำคัญของการประชุมได้ ดังนี้

1.การแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ประชุมรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. 

โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ กรอ. รัฐมนตรีภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งมีหน้าที่อำนาจในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนต่อ ครม. และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสมต่อไป

2.สรุปข้อเสนอและผลการหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับภาคเอกชน ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของภาคเอกชนจาก 3 เวที ดังนี้

  • เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและคณะ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี โดยได้เสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย
  • เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุม “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” (The Listening Forum: Voice to the PM)
  • เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและคณะได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี และเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งข้อเสนอจากหอการค้าภูมิภาค 5 ภาค 

ซึ่งจาก 3 เวทีดังกล่าวข้างต้น จำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ (1) การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ (2) การพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน (3) การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และ (4) การพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

3. สรุปผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยสถาบัน IMD ปี 2569 IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2569 จำนวน 70 เขตเศรษฐกิจ โดยมีเวียดนามเข้ารับการจัดอันดับเป็นปีแรก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ดีขึ้น 4 อันดับจากปีก่อนหน้าที่ 30 และยังอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย 

ในระยะต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำไปสู่การยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นเชิงสถาบันเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน 

โดยมุ่งเน้นการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskilling/Reskilling ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีเสถียรภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนและปรับสถานะประเทศสู่ศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคตต่อไป

4.กรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ เป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และการจัดกลุ่มการดำเนินงานภายใต้ กรอ. ที่ประชุมเห็นชอบกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ (2) ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน (3) ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และ (4) ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ

5.การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ ดังนี้ 

(1) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ประธานอนุกรรมการ

(2) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ประธานอนุกรรมการ

(3) คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยีโดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ประธานอนุกรรมการ

(4) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานอนุกรรมการ มอบหมายให้ประธาน 

โดยให้อนุกรรมการทั้ง 4 คณะ พิจารณาองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการและอำนาจหน้าที่ตามที่เห็นเหมาะสมและส่งให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการตามขั้นตอน รวมทั้งให้คณะอนุกรรมการจัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อน Quick Big Win และ Big Win การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงานและให้รายงาน ต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน