ที่ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ลดอาการเหนื่อย ควบคุมความดันและน้ำตาล และลดโอกาสการกลับเข้านอนโรงพยาบาลซ้ำได้จริง
ระดับที่เหมาะสม คือการออกกำลังกาย แบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เฉลี่ยวันละ 30 นาที 5 วัน) โดยใช้หลักง่าย ๆ ว่า “เหนื่อยพอพูดเป็นประโยคได้แต่ร้องเพลงไม่ไหว” ควรเริ่มจากเบาแล้วค่อย ๆ เพิ่ม มีการอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายหลังเสมอ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยขณะออกแรง ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลรักษาก่อน เพราะระดับที่เหมาะสมของแต่ละคนต่างกันตามชนิดและความรุนแรงของโรค บางรายแพทย์อาจแนะนำให้เข้าโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ (cardiac rehabilitation) เพื่อออกกำลังกายอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแล
ข้อควรระวัง หากมีอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อยผิดปกติ ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ หน้ามืด วิงเวียน หรือเหงื่อแตกตัวเย็น ควรเลี่ยงการออกแรงเบ่งหรือยกของหนักแบบกลั้นหายใจ การออกกำลังกายกลางแดดจัดหรืออากาศหนาวจัด ในผู้ที่เพิ่งได้รับการสวนหัวใจ ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ยังไม่ได้รักษา ควรรอให้อาการคงที่และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน
การสวมนาฬิกา Smart watch ช่วยได้ในแง่เป็น “ผู้ช่วยติดตาม” เช่น ดูอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในเขตที่เหมาะสม นับก้าว และบางรุ่นยังแจ้งเตือนเมื่อจังหวะหัวใจผิดปกติได้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดี แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ ค่าที่วัดได้อาจคลาดเคลื่อนขณะเคลื่อนไหวแรง ๆ และไม่สามารถแทนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ได้ จึงควรใช้ควบคู่กับการ “ประเมินร่างกายตัวเอง” เป็นหลัก และหากนาฬิกาแจ้งเตือนความผิดปกติ ก็ควรนำข้อมูลไปปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันอีกครั้ง
สรุปคือ ผู้ป่วยโรคหัวใจ “ออกกำลังกายได้” และควรทำ เพียงแต่ต้องทำอย่างถูกวิธี เหมาะกับตัวเอง และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ต้องขอขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์จาก “รศ. นพ.ธีรภัทรยิ่งชนม์เจริญ “สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


