จบไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับภารกิจเดินทางไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. 69 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยภารกิจวันสุดท้าย ผู้นำไทยได้หารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยืนยันไทยสนับสนุนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปค และจะเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น เดือน พ.ย.นี้ พร้อมเสนอเร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2 ด้าน

1.การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับ การลงทุนคุณภาพจากจีน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และ ปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำเอฟทีเอ เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
2.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และ ผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์

3.ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร
4.วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเอไอ เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม 5.การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน

ก่อนหน้านี้ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ นำทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเปิดโต๊ะเจรจาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จ โดยคาดว่าจะกวาดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ
จากนี้ไปคงจะต้องรอดูว่า ข้อตกลงระหว่างที่ทั้งสองประเทศจะมีการสานต่อให้เห็นถึงผลเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน เพราะหลายครั้งที่มีการพูดคุยกัน แต่ไม่มีการผลักดัน ให้เห็นความสำเร็จที่จับต้องได้ เป็นเพียงแค่ลมปาก จางหายไปตามกาลเวลา
พรรคประชาชน (ปชน.) จัดงาน “Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง” โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวเปิดงาน ‘Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คนไทยจะออกจากวงโคจรนี้อย่างไร ว่า อยากย้ำว่าเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชัน นั้น เกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยทุกคน ขอจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันออกเป็น 5 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ทำให้สิทธิที่คนไทยควรได้รับถูกกัดกร่อนลง
กลุ่มที่ 2 การจำเป็นต้องจ่าย สำหรับการขอใบอนุญาตต่างๆ การทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ต้องจ่ายแพงขึ้นเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา ใช้ช่องทางระเบียบอำนาจมาเรียกรับส่วย สินบนใต้โต๊ะรวมถึงบางอย่างก็เป็นภาระผู้ประกอบการ
กลุ่มที่ 3 การทุจริตกินอิฐ หิน ปูน ทราย การก่อสร้างของภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ถนนพระราม 2 ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขกฎกติกาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่ทำให้ผู้รับเหมาต้องยกระดับเพื่อแข่งขันกันจริงๆ การก่อสร้างในประเทศไทยก็จะยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป
กลุ่มที่ 4 ความหละหลวมจากกฎระเบียบภาครัฐ ทั้งที่ควรจะเข้าไปกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใสมากกว่านี้ แต่หละหลวมเนื่องจากคนกระทำความผิดจ่ายสินบนเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด
กลุ่มที่ 5 คนที่ไม่มีสิทธิ ก็คอร์รัปชันเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ ยกตัวอย่างคนสีเทา ทุนเทา การทุจริตงานทะเบียนพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ซึ่งกลุ่มที่ 5 นี้ ถือว่าน่ากลัวที่สุด ซึ่งวันนี้ประเทศไทย ก็ถูกมองในสายตาชาวโลกว่า กำลังจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรข้ามชาติหรือไม่ ตนเชื่อว่าการจัดกลุ่มเช่นนี้จะนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายว่า ตกลงการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้ ซึ่งมากกว่าการจัดซื้อจัดจ้าง มากกว่านักการเมืองที่โกงกิน แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนตาย จะแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละกลุ่มได้อย่างไร

“น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. กล่าวถึง การรื้อระบบจัดสอบข้าราชการ โดยได้สะท้อนปัญหาและนำเสนอ ว่า การทุจริตสอบข้าราชการเรียน ท่าน มท.1 ที่ชื่อท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ช่วยทำหนังสือไปหานายกฯ ชื่อท่านอนุทิน แจ้งไปยัง ปปง. ให้สอบเส้นเงินหน่อย คิดว่าวันนี้ประชาชนเห็นเจตนา พอที่จะทายออกแล้วว่าตอนสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ จะจบแบบไหน อยากให้ประชาชนลองลิสต์ไว้ว่า เรื่องไหนสำเร็จบ้าง ผ่านไป 3 เดือนของรัฐบาลนายอนุทินมีอะไรที่สำเร็จแล้วหรือไม่ ความเลวร้ายที่สุดคือประชาชนเชื่อไปแล้วว่า ตอนจบจะไม่สามารถตามหาตัวละครสำคัญของเรื่องนี้ได้ สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของรัฐบาล สะท้อนถึง การฝังรากลึกระบบ ใช้เงินเมื่อไหร่ก็รอด
ขณะที่ “นายณัฐพงษ์” ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน เกิด-แก่-เจ็บ-โกง ว่า วันนี้สังคมไทยยังมี ความหวังในการหาทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งสำคัญคือต้องลงมือทำ ทั้งนี้ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่า จะแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง แต่เวทีเสวนาวันนี้จะเห็นว่าปัญหาการทุจริตล้วนวนเวียน อยู่ในกระทรวงมหาดไทย หรือคนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เชื่อว่าตอนนี้สังคมกำลังจับตาว่าสุดท้ายการลงโทษ การตรวจสอบ จะสามารถโยงไปถึง คนที่อยู่วงในรัฐบาลหรือไม่

เมื่อถามว่ามีหลายเรื่องราวตอนเปิดประชุมสภา จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่า พร้อมดำเนินการอย่างเข้มข้น แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องตัดสินใจบนบริบทของการเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งนี้คิดว่ามีผลสะเทือนทางการเมืองแน่นอน ต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย ทุจริตการสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท การทุจริตงานทะเบียน สุดท้ายวนเวียนในรอบตัวคนที่ชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล
เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วมีสิทธิล้มสูงมากใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า จะเมื่อไหร่จะดูความชัดเจนอีกรอบนึง หากดูใบเสร็จคดีที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ผ่านมา คิดว่ารัฐบาลปฏิเสธยาก เว้นแต่ว่าทุกคดีที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ มีการสาวถึงต้นตอ ว่าตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้คือใคร และลงโทษให้สังคมเห็น
ต้องยอมรับว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน หากการตรวจสอบมีน้ำหนัก ถึงขั้นมีใบเสร็จ มีหลักฐานเป็นตัวละครสำคัญ ย่อมนำมาสู่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ได้แน่นอน.
ทีมข่าวการเมือง



