ศาลกรุงจาการ์ตากลาง มีคำตัดสินเมื่อช่วงต้นเดือนมี.ค. ว่าการเลือกตั้งแห่งชาติ ซึ่งมีกำหนดการจัดในเดือน ก.พ. 2567 ควรถูกเลื่อนออกไปอีก 2 ปีครึ่ง นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในปี 2568 แทน ซึ่งคำพิพากษานี้มีขึ้นหลังจากพรรคการเมืองชื่อ “พริมา” ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียน เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไป

ศาลให้เหตุผล ว่าต้องการคืนความยุติธรรม และป้องกันข้อผิดพลาด, ความไม่ถูกต้อง และความไม่เป็นมืออาชีพโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กระนั้น หลายคนกลับคิดว่า การเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งในปี 2567 นั้น “ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียกำหนดให้ ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้นาน 5 ปี และสามารถได้รับเลือกได้อีกเพียง 1 วาระ เท่ากับว่า ประธานาธิบดีคนหนึ่งจะดำรงตำแหน่งได้มากสุด 10 ปีเท่านั้น ซึ่งมันถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำอินโดนีเซียคนอื่น เลียนแบบอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ที่ปกครองประเทศยาวนานถึง 30 ปี

CNA

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ มีการถกเถียงมากขึ้น เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ซึ่งมันอาจทำให้ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียคนปัจจุบัน ดำรงแหน่งเป็นสมัยที่สามติดต่อกัน

แต่สำหรับวิโดโด เขายืนกรานไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวใด ๆ ที่จะทำให้อยู่ในตำแหน่งนานขึ้น โดยกล่าวว่า เขาสนับสนุนการตัดสินใจของเคพียู ในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลกรุงจาการ์ตากลาง ที่ให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ด้านนายอเล็กซ์ อารีเฟียนโต ผู้ช่วยวิจัยจากโครงการอินโดนีเซีย ที่โรงเรียนเอส ราชารัตนัม เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศ (อาร์เอสไอเอส) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า สาธารณชนยังคงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากต่อคำตัดสินของศาล

“หนทางเดียวทางกฎหมาย สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” อารีเฟียนโต กล่าว โดนอ้างถึงผลสำรวจในปี 2564 ซึ่งพบว่า ชาวอินโดนีเซีย 78% ปฏิเสธข้อเสนอใด ๆ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ การสำรวจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานสำรวจ “วาย-พับลิกา” ระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค. ปีนี้ ยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 81.5% ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งที่ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม

“ดังนั้น ใครก็ตามที่ยืนกรานในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะถือว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการแก้ไข เพื่อขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี” อารีเฟียนโต กล่าว “สิ่งนี้ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่า มันเป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับการสถาปนามานานกว่า 2 ทศวรรษ นับตั้งแต่อินโดนีเซียมีความเป็นประชาธิปไตย”.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES