ก่อนรุ่งสางของวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1995 มวลหิมะมหาศาลพัดถล่มลงมาจากภูเขา สกอลลาห์วิลฟ์ พุ่งเข้าใส่หมู่บ้านฟลาเตย์ริ ในแถบเวสต์ฟยอร์ดส์ของประเทศไอซ์แลนด์ ทำลายบ้านเรือนพังยับเยิน 17 หลัง และคร่าชีวิตผู้คนไป 20 ราย โดยมีผู้โชคร้ายติดอยู่ภายในบ้านขณะเกิดเหตุทั้งหมด 45 คน

โซเล แอรีกส์ดอตทีร์ อายุ 11 ปีในขณะนั้น เธอกำลังหลับสบายอยู่บนเตียงโดยสวมเพียงกางเกงชั้นในและเสื้อยืด ร่างของเธอถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของบ้านตัวเอง และต้องติดอยู่ใต้กองหิมะอันมืดมิดนานหลายชั่วโมง

โซเล ซึ่งเล่าเรื่องราวของเธอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เล่าถึงความรู้สึกสงบอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในใจเมื่อเธอรับรู้ว่าทีมกู้ภัยกำลังเดินทางมาถึง ชาวบ้านที่ถูกฝังต่างได้รับความช่วยเหลือกลางดึกจากผู้คนมากมาย รวมถึงลูกเรือจากเรือประมงที่ชื่อ เปตูร์ ยอนส์ซอน อาร์อี-69 

ชมคลิป

“ฉันได้ยินเสียงเอะอะในห้องข้างๆ เลยรู้ว่ามีผู้ชายหลายคนอยู่ตรงนั้น ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจและสงบลงอย่างมากเมื่อรู้ว่ามีคนมาช่วยแล้ว” โซเลเผยความรู้สึกกับสื่อท้องถิ่น

ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังขุดอุโมงค์ฝังตัวลงมาหาเธอ หิมะก็ยังคงตกลงมาทับถมอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งยื่นทะลุผ่านกองหิมะเข้ามาคว้ามือของเธอไว้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนนั้นเอ่ยถามชื่อและอายุของเธอ โดยที่ไม่ยอมปล่อยมือจากเธอเลย

“มือซ้ายของฉันเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก และเต็มไปด้วยบาดแผลจากเศษกระจกหน้าต่างที่บาด แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเลย” เธอจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี

ระหว่างที่ทุกคนกำลังเร่งมือเพื่อขุดร่างของเธอขึ้นมา โซเลได้เอ่ยปากถามถึง สวานา  พี่สาววัย 19 ปีของเธอ และได้รับคำตอบว่า สวานาปลอดภัยดี

แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

เมื่อโซเลถูกพาออกมาได้อย่างปลอดภัยและนำตัวส่งศูนย์กู้ภัย เธอยังคงมีความสุขและโล่งใจที่คิดว่าทั้งเธอและพี่สาวต่างรอดชีวิตมาได้ด้วยกัน ทว่า เธอเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อเธอพยายามถามถึงพี่สาวซ้ำๆ จนกระทั่งชายสองคนในศูนย์กู้ภัยได้ยินเธอเข้า ทั้งคู่มองหน้ากันและพูดเพียงว่า “เราบอกความจริงเธอได้มั้ย”

พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากไปกว่านั้น โซเลเข้าใจในทันทีว่า พี่สาวของเธอได้จากไปแล้ว ร่างของสวานาถูกพบในเวลาต่อมา เธอเสียชีวิตเนื่องจากทนต่อความหนาวเย็นไม่ไหว

โซเล แอรีกส์ดอตทีร์

การโดนโกหกในช่วงเวลาวิกฤตที่สุดของชีวิตอาจดูเป็นเรื่องที่โหดร้าย แต่ชาวเน็ตคนหนึ่งที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นบนโพสต์ของโซเล ได้อธิบายว่า “หากชายคนนั้นบอกความจริงกับเธอในสภาพที่เธอยังติดอยู่ใต้ซากหิมะ เธออาจจะถอดใจและยอมแพ้แก่ความตายด้วยความเศร้าโศกไปแล้ว” 

คำโกหกในวันนั้นจึงอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้เธอมีแรงฮึดสู้และมีชีวิตรอดมาได้

ส่วนเหล่าลูกเรือประมงที่เข้าช่วยเหลือในคืนนั้นต่างแบกรับความทรงจำอันเจ็บปวดนี้ไว้ร่วมหลายทศวรรษ

“มีแต่ความเสียหายเต็มไปหมด มันรุนแรงมากจนมองไม่ออกเลยว่าทิศไหนคือตัวหมู่บ้านจริงๆ” เออร์ลิงกูร์ บีร์กีร์ คยาร์ตานสซอน หนึ่งในทีมกู้ภัยย้อนเล่าถึงความหลัง ขณะที่ รักนาร์ โอลาฟสซอน เพื่อนร่วมทีมกล่าวเสริมว่า สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขายังคงก้มหน้าก้มตาขุดต่อไป คือความหวังว่าจะได้พบใครสักคนที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ผืนหิมะนั้น

20 ปีหลังผ่านพ้นโศกนาฏกรรม โซเลได้พาลูกสาววัย 6 ขวบของเธอ วิลบอร์ก ซากา ไปพบกับกลุ่มลูกเรือกู้ภัยที่เคยฉุดเธอขึ้นมาจากกองหิมะ ซึ่งถือเป็นการเจอกันครั้งแรกนับตั้งแต่ค่ำคืนนั้น เธอกล่าวกับพวกเขาด้วยน้ำตาและรอยยิ้มว่า

“ขอบคุณนะคะ…ขอบคุณที่มอบโอกาสนี้ให้ฉันได้มาพบกับพวกคุณ”

ภัยพิบัติที่ฟลาเตย์ริเกิดขึ้นเพียง 9 เดือนหลังจากเหตุการณ์หิมะถล่มอีกแห่งที่คร่าชีวิตผู้คนไป 14 รายในหมู่บ้านซูดาวิกที่อยู่ใกล้เคียง โศกนาฏกรรมทั้งสองทำให้ไอซ์แลนด์ต้องหันกลับมาทบทวนระบบรับมือภัยพิบัติของชุมชนแถบภูเขาที่ยังขาดความพร้อม 

ในปีค.ศ. 1998 เขื่อนเบี่ยงทิศทางหิมะรูปตัว A ขนาดใหญ่จึงถูกสร้างขึ้นเหนือหมู่บ้านฟลาเตย์ริเพื่อเปลี่ยนทิศทางของหิมะถล่มในอนาคตให้ออกห่างจากชุมชน ซึ่งนับตั้งแต่สร้างเสร็จ เขื่อนแห่งนี้ได้ทำหน้าที่ปกป้องหมู่บ้านจากหิมะถล่มครั้งใหญ่มาแล้วถึงสองครั้ง

ชายผู้จับมือเด็กหญิงคนนั้นได้ตัดสินใจท่ามกลางความมืดมิดในเช้าวันนั้นที่จะกุมมือเธอไว้ให้แน่น และเลือกปิดบังข่าวร้ายที่สุดเอาไว้ก่อน ซึ่งมันช่วยให้เด็กหญิงวัย 11 ขวบผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตมาได้ และนั่นคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดในตัวมันเองแล้วว่า สิ่งที่เขาเลือกทำในวันนั้น…คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

ที่มา : upworthy.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Instagram / soleyeiriks