“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนติดความรู้ แนะทางออกจากคดีดังกับ นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ และรองโฆษกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งให้มุมมองการขายทอดตลาดทรัพย์ โดยเฉพาะ “อสังหาริมทรัพย์” ว่า ไม่เหมือนการซื้อขายออนไลน์ จะไม่พบปัญหาไม่ตรงปก เพราะขั้นตอนประกาศขายจะระบุรายละเอียดชัดเจนว่าทรัพย์ตั้งอยู่ที่ไหน ลักษณะทรัพย์ เป็นบ้าน ทาวน์เฮาส์ มีกี่ชั้น
แต่ประเด็นที่พักอาศัยนั้น “มี” หรือ “ไม่มี” คนอยู่อาศัยแล้วจะ “ไม่แจ้ง” ไว้ ต้องไปตรวจสอบเอง เพราะกว่าจะถึงวันประกาศขายจะมีประกาศล่วงหน้า และระบุด้วยว่าขายครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 หากไม่มีใครสู้ราคาจะเลื่อนการขายออกไป ดังนั้น คนที่จะซื้อทรัพย์ดังกล่าวยังพอมีเวลาเข้าไปตรวจสอบ
ยกตัวอย่าง กรณีซื้อขายคอนโดมิเนียมจะมีปัญหาเรื่อง “ค่าส่วนกลาง” ที่เจ้าของเก่าติดค้าง ซึ่ง พ.ร.บ.อาคารชุด หรือคอนโดฯ ระบุต้องให้นิติบุคคลออก “เอกสารปลดเปลื้องสิทธิ” ติดค้างค่าส่วนกลางให้ก่อน ถึง “จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์” กับสำนักงานที่ดินได้ แต่ขณะนั้นปรากฏว่าเมื่อมีคนซื้อคอนโดฯ จากบังคับคดีติดขัดนิติบุคคลไม่ได้ออกเอกสารให้ ผู้ซื้อจึงจดทะเบียนโอนไม่ได้
จากนั้นจึงมีการแก้กฎหมายซึ่งตนมีโอกาสเป็นผู้สังเกตการณ์ โดยกฎหมายแก้ไขเป็นว่าเวลาจะขายทอดตลาดอาคารชุด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนิติบุคคลอาคารนั้นๆให้ตั้ง “สำรองค่าใช้จ่าย” ที่เจ้าของเก่าติดค้างค่าส่วนกลางและให้แจ้งเจ้าพนักงานฯเพื่อกันเงินส่วนหนึ่งไปให้ทางนิติบุคคล เพื่อจะมีหลักฐานประกอบการจดทะเบียนโอน
ส่วนปัญหาที่มีมานานอย่างการซื้อที่พักจากการขายทอดตลาด แต่เข้าอยู่ไม่ได้ทันที ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมาย แต่ผู้อาศัยไม่ย้ายออก ในอดีตบังคับคดีไม่มีอำนาจบังคับ หรือนำตัวลูกหนี้และบริวารออกมาได้ แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขกฎหมายเพิ่ม “เขี้ยวเล็บ” ให้เจ้าพนักงานฯอยู่ในกระบวน “กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง” หมวด 4 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ขับไล่ โดยมาตรา 350 การบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลให้ขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์ที่ครอบครอง ให้เจ้าพนักงานฯ ดำเนินการตามมาตรา 351-354
ในส่วนที่ 1 การบังคับคดีกรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องออกไปฯ ตามมาตรา 351 ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ขับไล่ (1) ถ้าทรัพย์นั้นไม่มีบุคคลใดอยู่แล้ว ให้เจ้าพนักงานฯ ดำเนินการตามมาตรา 352 มีอำนาจส่งมอบทรัพย์นั้นทั้งหมด หรือบางส่วนให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองได้ทันที
หากยังมีสิ่งของลูกหนี้หรือของบุคคลใดอยู่ในทรัพย์นั้น ให้ทำบัญชีและมีอำนาจจำหน่ายได้ทันทีโดยวิธีขายทอดตลาด หรือวิธีอื่นที่เห็นสมควร และเก็บรักษา “เงินสุทธิ” หลังหักค่าใช้จ่ายไว้ หรือทำลายสิ่งของนั้น หรือดำเนินการอื่นใดที่เห็นสมควรก็ได้ โดยให้คำนึงถึงสภาพแห่งสิ่งของ ประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย และประโยชน์สาธารณะ ให้เจ้าพนักงานฯ มีอำนาจเก็บรักษา หรือมอบให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือฝากไว้ตามเห็นสมควร แล้วแจ้งลูกหนี้รับคืนภายในเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มารับหรือไม่ยอมรับในเวลา 5 ปี นับแต่ได้รับแจ้ง ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
“ไฮไลต์” สำคัญอยู่ที่ มาตรา 351 (2) ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบริวารไม่ออก ให้ดำเนินการ มาตรา 353 (1) รายงานต่อศาลเพื่อมีคำสั่งจับกุมและกักขัง และให้ศาลมีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังได้ทันที ซึ่งปกติในคดีของศาลแพ่งจะไม่ค่อยมีการออก “หมายขัง” แต่จะใช้มาตรการนิ่มนวลก่อน เช่น ออก “หมายนัดพร้อม” เพื่อสอบถามลูกหนี้ เพราะศาลก็ไม่ได้เชื่อข้อมูลจากเจ้าพนักงานฯ เสียทั้งหมด เพื่อความยุติธรรมของคู่ความศาลจะมีหนังสือออกหมายนัด
ถ้าลูกหนี้ไม่ไป เจ้าพนักงานฯก็จะไต่สวนชี้แจงและยื่นคำร้องต่อศาลว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากลูกหนี้ไม่มาศาลจะถือว่าขัดหมายศาล และออก “หมายจับ” แต่ถ้าลูกหนี้ไป ศาลอาจสอบถามความจำเป็น ถ้าไม่มีเหตุผลศาลจะออก “หมายขัง” เลย ทั้งที่คดีแพ่งศาลจะไม่ค่อยใช้อำนาจขังลูกหนี้ แต่ตามกฎหมาย มาตรการขับไล่ศาลจะออกหมายขังและส่งไปยังเรือนจำ และศาลจะให้เจ้าพนักงานฯไปเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออก พร้อมส่งมอบที่พักอาศัยนั้นให้ผู้ซื้อได้จนเสร็จสิ้น ศาลจึงจะออก “หมายปล่อย” ลูกหนี้
แต่อีกกรณีถ้าลูกหนี้ไปศาล และอธิบายถึงความจำเป็น เช่น ยังหาที่พักชั่วคราวไม่ได้ ขอระยะเวลา 1 เดือน ถ้าไม่มากจนเกินไปศาลจะอนุโลมและอนุญาต เมื่อถึงกำหนดถ้ายังไม่เคลื่อนย้าย ศาลก็จะออกหมายขังต่อไป
ขณะที่มาตรา 353 (2) ให้เจ้าพนักงานฯปิดประกาศให้บุคคลที่อยู่อาศัยหรือครอบครองทรัพย์ ซึ่งอ้างว่ามิได้เป็นบริวาร อ้างว่ามีสิทธิมายื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันปิดประกาศแสดงว่าตนมีอำนาจพิเศษในการอยู่อาศัย หรือครอบครองทรัพย์นั้น โดยให้มาศาลตามกำหนดเวลาชี้แจงว่ามีสิทธิพิเศษหรือไม่ ไม่ได้เป็นบริวารของลูกหนี้อย่างไร เมื่อมีการจับกุมลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารแล้ว หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวหลบหนีไปจากทรัพย์นั้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานฯ ส่งมอบทรัพย์ให้ผู้ที่ซื้อได้ หรือเจ้าหนี้ตามมาตรา 352
อย่างไรก็ตาม จากเหตุล่าสุด ผู้เสียหายใช้วิธีของตัวเองแม้จะมีหมายศาลแล้ว แต่พยายามใช้วิธีประนอมไปหาเจ้าของเดิมโดยไม่มีเจ้าพนักงานฯ และตำรวจ ซึ่งต้องเรียนว่าคนเราต่างจิตต่างใจ ไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังไปหามีความคับแค้น หรือหวงแหน ต้องเข้าใจว่าสำหรับบางคน ทรัพย์สินในแง่ของจิตใจประเมินค่าไม่ได้ ทำให้ต่อรองอย่างไรก็ไม่ได้ผล
“ส่วนตัวเห็นว่าการบังคับคดีมีกฏหมายชัดเจนและครอบคลุมค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว อาจจะเน้นเรื่องระยะเวลาขั้นตอนให้เร็วขึ้น ซึ่งมีแง่บวกกับเจ้าหนี้ หรือผู้ที่ประมูลได้เข้าไปเร็วขึ้น แต่เป็นแง่ลบกับเจ้าของทรัพย์ที่จะมีเวลาน้อยลง เสียโอกาสหาเงินซื้อทรัพย์คืนในขั้นตอนขายทอดตลาด”
โฆษกสภาทนายความฯ แนะควรตรวจสอบก่อนซื้อว่ายังมีคนอาศัยอยู่หรือไม่ หากต้องการจริงก็ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานฯ มีอำนาจและขอให้ตำรวจช่วย หากเจ้าพนักงานฯ บ่ายเบี่ยงไม่ช่วยขับไล่ ให้ยื่นคำร้องต่อกรมบังคับคดี
ท้ายนี้ แม้จะมีการแก้กฎหมาย ป.วิ.แพ่ง ในส่วนภาคบังคับคดี ยอมรับว่าทนายความบางส่วนก็ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้ง และกฎหมายปรับปรุงแก้ไขหลายเรื่อง สภาทนายความฯ โดยหลักแม้ไม่ได้ช่วยเหลือในชั้นบังคับคดี แต่สามารถให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายฟรีทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1167.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน





